
ชาร้อน VS ชาเย็น ดื่มแก้วไหนดีกว่า? คำตอบจากกูรู ทำเอาหลายคนสบายใจ!
ไขคำตอบวิจัย! "ชาร้อน VS ชาเย็น" แบบไหนดีต่อร่างกายมากกว่ากัน?
ในวัฒนธรรมการบริโภคเครื่องดื่มประจำวัน "ชา" จัดเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่ผู้รักสุขภาพนิยมดื่มเพื่อสร้างความสดชื่นและบำรุงร่างกาย ทว่ายังคงมีข้อถกเถียงในสังคมมาอย่างยาวนานว่า ระหว่าง "ชาร้อน" ที่หลายคนเชื่อว่ารักษาสารอาหารได้ดีกว่า กับ "ชาเย็น" ที่ให้ความรู้สึกดับกระหายได้ดีในวันอากาศร้อน แบบไหนจะให้คุณประโยชน์ต่อระบบชีวภาพของร่างกายได้มากกว่ากัน
นิตยสารไลฟ์สไตล์ชื่อดัง Real Simpleได้เปิดเผยบทวิเคราะห์จากคณะนักโภชนาการและผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร เพื่อเฉลยความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มชาของใครหลายคน กองบรรณาธิการ Sanook News ได้ตรวจสอบกลไกการสกัดสารอาหารและผลกระทบต่อระบบเผาผลาญ เพื่อสรุปข้อเท็จจริงโภชนาการของการดื่มชาทั้งสองอุณหภูมิให้แก่ผู้บริโภค
ชาร้อนเฉือนชนะเล็กน้อยในมิติต้านอนุมูลอิสระ
คาร์ลีน เรเมดิออส (Carlyne Remedios) นักกำหนดอาหารวิชาชีพได้ระบุว่า หากพิจารณาในแง่ของปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ ชาร้อนจะมีความเหลื่อมล้ำและได้เปรียบกว่าชาเย็นเล็กน้อย เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงของน้ำร้อนจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการสกัดเอาสารกลุ่มโพลีฟีนอล ซึ่งมีคุณสมบัติในการปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ อันเป็นต้นเหตุของโรคหัวใจ หลอดเลือดอุดตัน และโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ดีกว่ากรรมวิธีการสกัดเย็น (Cold Brew)
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าชาเย็นจะไร้ประโยชน์ หากผู้บริโภคใช้วิธีชงชาด้วยน้ำร้อนตามปกติแล้วปล่อยให้เย็นลงหรือนำไปเติมน้ำแข็ง สารอาหารสำคัญและสารต้านอนุมูลอิสระส่วนใหญ่ก็จะยังคงสภาพอยู่ภายในน้ำชา และสามารถออกฤทธิ์บำรุงร่างกายได้เช่นเดียวกัน
เปิดประโยชน์ด้านกายภาพ: ความผ่อนคลายและการชดเชยน้ำ
ในอีกมิติหนึ่ง เจนิส เชา (Janice Chow) ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อุณหภูมิของชามีผลต่อสภาพจิตใจและระบบทางเดินหายใจที่ต่างกัน โดยชาร้อนจะช่วยสร้างสภาวะผ่อนคลายให้แก่ระบบประสาท และไออุ่นของชาสามารถช่วยละลายเสมหะ บรรเทาอาการคัดจมูกและเจ็บคอในกลุ่มผู้ป่วยไข้หวัดได้ดี
ขณะที่ชาเย็นมีข้อดีเชิงพฤติกรรมคือ ความเย็นจะช่วยกระตุ้นกลไกความสดชื่นในช่องปาก ส่งผลให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่เพิ่งเสร็จสิ้นการออกกำลังกายหรือผู้ที่อยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด มีแนวโน้มที่จะดื่มน้ำชาในปริมาณที่มากกว่า ซึ่งส่งผลดีต่อการรักษาสมดุลของเหลวในร่างกายไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำ
คำเตือนจากแพทย์: สิ่งที่ใส่อยู่ในแก้วสำคัญกว่าอุณหภูมิ
คณะนักโภชนาการเน้นย้ำตรงกันว่า สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดสุขภาพที่แท้จริงไม่ใช่ความร้อนหรือความเย็น แต่คือ "สารปรุงแต่งที่ถูกเติมลงไปในแก้ว" การบริโภคชาไม่ว่าจะร้อนหรือเย็นที่ผ่านการสกัดจากใบชาบริสุทธิ์และไม่มีการเติมน้ำตาล จัดเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง ทว่าข้อผิดพลาดส่วนใหญ่ของผู้บริโภคคือการเติมน้ำตาลทราย นมข้นหวาน หรือไซรัปสำเร็จรูป ซึ่งน้ำตาลเพียง 1 ช้อนชาจะให้ปริมาณคาร์โบไฮเดรตแฝงประมาณ 12 ถึง 15 กรัม ซึ่งเป็นแคลอรีเปล่า (Empty Calories) ที่ไม่มีคุณค่าทางสารอาหาร หากได้รับเป็นประจำจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการสะสมไขมันในตับและภาวะอ้วน
ทริกการเพิ่มรสชาติชาแบบเฮลตี้ไร้น้ำตาล:
• ใช้ผลไม้รสเปรี้ยว: ฝานมะนาว เลมอน หรือส้มสดใส่ลงไปเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและวิตามินซีธรรมชาติ
• เติมสมุนไพรสด: ใส่ใบสะระแหน่ (Mint) ขิงแก่ หรือแท่งอบเชย (Cinnamon) เพื่อเพิ่มมิติของกลิ่นบำบัดระบบประสาท
• เลือกชาที่ไม่ต้องปรุง: สลับมาดื่มชาที่มีความหวานนุ่มในตัว เช่น ชาคาโมมายล์ ชาอู่หลง หรือชารอยบอส (Rooibos) เพื่อสร้างความเคยชินให้แก่ต่อมรับรสโดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำตาล
บทสรุปในเรื่องนี้คือ ชาที่ดีที่สุดต่อสุขภาพคือ "ชาสูตรไร้น้ำตาล" ที่ผู้บริโภคสามารถดื่มได้อย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการเลือกดื่มชาร้อนหรือชาเย็นจึงขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล สภาพอากาศ และสไตล์การใช้ชีวิตในแต่ละวัน ขอเพียงรักษาเกณฑ์การดื่มแบบบริสุทธิ์ก็สามารถรับคุณประโยชน์ในการบำรุงหลอดเลือดและหัวใจได้อย่างสูงสุดเท่ากัน
- วิจัยฮาร์วาร์ดเฉลยแล้ว ชา vs กาแฟ ดื่มอะไรดีต่อ "หัวใจและสมอง" มากกว่ากัน?
- ไข่ต้มสุก vs ไข่ยางมะตูม แบบไหนร่างกายดูดซึมโปรตีนได้ดีกว่า และไม่เสี่ยงแบคทีเรียซุก?!

แหล่งข้อมูลและเอกสารอ้างอิง
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :SOHA
