สาววัย 20 ติดเชื้อในกระแสเลือด หวิดดับ แพทย์ชี้ต้นเหตุจาก "ความขี้เกียจ" เล็กๆ ที่หลายคนทำทุกวัน

สาววัย 20 เกือบเสียชีวิตจากติดเชื้อในกระแสเลือด แพทย์ชี้เริ่มจากนิสัย “ดื่มน้ำน้อย” ที่หลายคนมองข้าม
หลายคนอาจคิดว่า “ดื่มน้ำน้อย” เป็นเพียงพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำให้ปัสสาวะสีเข้ม หรือรู้สึกอ่อนเพลียเท่านั้น แต่ในบางกรณี หากร่างกายมีปัจจัยเสี่ยงอยู่แล้ว โดยเฉพาะผู้ที่เคยติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ ๆ การดื่มน้ำน้อยและละเลยอาการผิดปกติ อาจทำให้การติดเชื้อลุกลามจนกลายเป็นภาวะฉุกเฉินได้
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับหญิงสาววัย 20 กว่าปีในเมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน เธอมีอาการไข้สูง ชัก อ่อนแรง และค่อย ๆ หมดสติ จนต้องถูกนำตัวส่งห้องฉุกเฉิน แพทย์ตรวจพบว่ามีการติดเชื้อรุนแรงทั่วร่างกาย หรือที่เรียกว่า ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด โดยต้นตอมาจากระบบทางเดินปัสสาวะ ขณะนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล เธอร้องไห้และพูดว่า "ฉันไม่คิดเลยว่าการขี้เกียจดื่มน้ำจะอันตรายขนาดนี้"
หลังอาการพ้นวิกฤต แพทย์พบว่าเธอมีประวัติติดเชื้อทางเดินปัสสาวะมาก่อน แต่ยังคงดื่มน้ำน้อยมากในแต่ละวัน บางวันได้รับของเหลวเพียงประมาณ 300-1,000 มิลลิลิตร และในวันที่เกิดเหตุยังซ้อมเต้นอย่างหนักจนเหงื่อออกมาก แต่แทบไม่ได้ดื่มน้ำชดเชยเลย

จากอาการปัสสาวะผิดปกติ สู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
ตามรายงาน เธอเริ่มมีอาการผิดปกติมาก่อนหน้าราว 2 สัปดาห์ ทั้งปัสสาวะบ่อย ปวดปัสสาวะฉับพลัน ปวดท้อง และสังเกตเห็นเลือดปนในปัสสาวะ แต่ไม่ได้รีบไปพบแพทย์ เพราะคิดว่าอาการอาจไม่ร้ายแรง
ปัญหาคือ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบางกรณีอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่กระเพาะปัสสาวะ หากไม่ได้รับการรักษา เชื้ออาจลุกลามขึ้นไปถึงไต และในกรณีรุนแรงอาจเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้ออย่างรุนแรงจนเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดได้
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือ CDC ระบุว่า ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ เกิดขึ้นเมื่อร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้ออย่างรุนแรง และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาจนำไปสู่เนื้อเยื่อเสียหาย อวัยวะล้มเหลว และเสียชีวิตได้

ดื่มน้ำน้อยเกี่ยวกับการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะอย่างไร?
การดื่มน้ำน้อยไม่ได้แปลว่าจะทำให้ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะทันทีในทุกคน แต่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยง โดยเฉพาะคนที่เคยเป็นซ้ำหรือมีอาการผิดปกติอยู่แล้ว เพราะเมื่อร่างกายขาดน้ำ ปริมาณปัสสาวะจะลดลง ปัสสาวะมีความเข้มข้นมากขึ้น และการขับเชื้อแบคทีเรียออกจากทางเดินปัสสาวะก็ลดลงตามไปด้วย
Mayo Clinic ระบุว่า การดื่มน้ำมากพอช่วยชะล้างกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ ลดโอกาสที่แบคทีเรียจะคงอยู่และเติบโต ขณะที่ NIDDK ระบุว่า การดื่มของเหลวให้เพียงพอ โดยเฉพาะน้ำเปล่า อาจช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อกระเพาะปัสสาวะได้
ในกรณีของหญิงสาวรายนี้ ปัจจัยเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่ที่ “ไม่ดื่มน้ำ” เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงประวัติติดเชื้อซ้ำ การมีอาการเตือนหลายวัน การออกกำลังกายหนักจนเสียเหงื่อ และการไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ทำไมผู้หญิงจึงเสี่ยงติดเชื้อทางเดินปัสสาวะมากกว่า?
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะพบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่ผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่า เนื่องจากท่อปัสสาวะสั้นกว่า ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่า โดยเชื้อที่พบบ่อยคือแบคทีเรียกลุ่ม E. coli ซึ่งมักมาจากบริเวณลำไส้หรือรอบทวารหนัก
ปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจเพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ การดื่มน้ำน้อย การกลั้นปัสสาวะ การทำความสะอาดผิดวิธี การมีเพศสัมพันธ์ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองบริเวณจุดซ่อนเร้น รวมถึงภาวะบางอย่างที่ทำให้ปัสสาวะค้างหรือภูมิคุ้มกันลดลง
แม้การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนใหญ่รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำแพทย์ แต่ไม่ควรปล่อยอาการไว้เองนาน ๆ เพราะหากลุกลามไปถึงไตหรือกระแสเลือด ความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นมาก
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
อาการเริ่มต้นของติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่ไม่ควรมองข้าม
อาการของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะอาจเริ่มจากความผิดปกติเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม โดยเฉพาะหากเคยเป็นมาก่อนและคิดว่าเดี๋ยวก็หายเอง
- ปัสสาวะแสบหรือปวดขณะปัสสาวะ
- ปัสสาวะบ่อย หรือปวดปัสสาวะฉับพลัน
- ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นแรง หรือมีเลือดปน
- ปวดท้องน้อย หรือรู้สึกหน่วงบริเวณท้องล่าง
- ปัสสาวะน้อยลง หรือปัสสาวะเข้มผิดปกติร่วมกับดื่มน้ำน้อย
หากมีอาการเหล่านี้ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอและสังเกตอาการ แต่หากอาการไม่ดีขึ้นภายในเวลาไม่นาน หรือมีเลือดปน ปวดมาก หรือเป็นซ้ำบ่อย ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษา ไม่ควรซื้อยากินเองหรือปล่อยให้ลุกลาม
อาการแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล?
หากการติดเชื้อเริ่มลุกลามไปยังไตหรือเข้าสู่กระแสเลือด อาการจะรุนแรงขึ้น และต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว โดยเฉพาะเมื่อมีสัญญาณต่อไปนี้
- ไข้สูง หนาวสั่น
- ปวดหลังส่วนล่าง ปวดสีข้าง หรือปวดบริเวณเอว
- คลื่นไส้ อาเจียน
- อ่อนแรงมาก หายใจเร็ว ใจสั่น หรือชีพจรเร็ว
- สับสน มึนงง ซึมลง หรือหมดสติ
- ปัสสาวะน้อยมาก หรือไม่ปัสสาวะ
Mayo Clinic ระบุว่า อาการไข้ หนาวสั่น ปวดหลังหรือสีข้าง ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย และมีเลือดหรือหนองในปัสสาวะ อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่ไต ซึ่งต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์ ไม่ควรรอให้อาการรุนแรงก่อนจึงไปโรงพยาบาล
ดื่มน้ำเท่าไรถึงเหมาะ?
ปริมาณน้ำที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ น้ำหนักตัว อากาศ กิจกรรมในแต่ละวัน โรคประจำตัว และยาที่ใช้ บางคนอาจต้องจำกัดน้ำตามคำแนะนำแพทย์ เช่น ผู้ป่วยโรคไตหรือโรคหัวใจบางกลุ่ม จึงไม่ควรใช้ตัวเลขเดียวกับทุกคน
อย่างไรก็ตาม Mayo Clinic Health System แนะนำว่า การดื่มของเหลวประมาณ 50 ออนซ์ หรือราว 1.5 ลิตรต่อวัน อาจช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในคนทั่วไปได้ ส่วนคนที่ออกกำลังกาย เหงื่อออกมาก หรืออยู่ในอากาศร้อน อาจต้องดื่มเพิ่มตามความเหมาะสม
วิธีสังเกตง่าย ๆ คือ ปัสสาวะควรมีสีเหลืองอ่อน ไม่เข้มจัด และไม่ควรกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน หากปัสสาวะสีเข้มจัด ปัสสาวะน้อย หรือรู้สึกกระหายน้ำมาก อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายได้รับน้ำไม่พอ
วิธีลดความเสี่ยงติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
การป้องกันไม่ได้พึ่งแค่การดื่มน้ำอย่างเดียว แต่ต้องรวมกับพฤติกรรมดูแลระบบทางเดินปัสสาวะและสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะวันที่อากาศร้อนหรือออกกำลังกายหนัก
- ไม่กลั้นปัสสาวะนาน ควรเข้าห้องน้ำเมื่อรู้สึกปวด
- ทำความสะอาดจากหน้าไปหลัง เพื่อลดโอกาสนำเชื้อจากลำไส้เข้าสู่ท่อปัสสาวะ
- ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์ เพื่อลดโอกาสที่แบคทีเรียค้างอยู่บริเวณท่อปัสสาวะ
- หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคือง เช่น สเปรย์หอม แป้ง หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่แรงเกินไป
- เปลี่ยนชุดชั้นในทุกวัน และหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่อับชื้นนานเกินไป
- พบแพทย์หากเป็นซ้ำบ่อย เพราะอาจต้องตรวจหาปัจจัยอื่นที่ทำให้ติดเชื้อซ้ำ
สรุป
กรณีหญิงสาววัย 20 กว่าปีที่เกือบเสียชีวิตจากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นบทเตือนใจว่า อาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะไม่ควรถูกมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อมีปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย ปวดท้อง มีเลือดปน หรืออาการเป็นต่อเนื่องหลายวัน
การดื่มน้ำน้อยไม่ใช่สาเหตุเดียวของการติดเชื้อ แต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ร่างกายขับเชื้อออกได้น้อยลงและเพิ่มความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะในคนที่มีประวัติติดเชื้อซ้ำ หากปล่อยอาการไว้จนลุกลาม เชื้ออาจขึ้นไตและเข้าสู่กระแสเลือด กลายเป็นภาวะฉุกเฉินที่อันตรายถึงชีวิต
ทางที่ดีคือ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่กลั้นปัสสาวะ ดูแลสุขอนามัย และรีบพบแพทย์เมื่อมีสัญญาณผิดปกติ เพราะเรื่องเล็กอย่างการปัสสาวะแสบขัดหรือดื่มน้ำน้อย อาจไม่เล็กเสมอไปหากปล่อยให้ร่างกายส่งสัญญาณเตือนอยู่นานเกินไป
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
