ประจำเดือนบอกอะไรเรา? เปิด 4 จุดสังเกต สี-ความถี่-ปริมาณ แบบไหนต้องพบแพทย์

เช็กด่วน 4 สัญญาณเตือนจาก "ประจำเดือน" ลิ่มเลือดก้อนใหญ่-มานานเกินไป อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคผู้หญิง
เรื่องของ "ประจำเดือน" หรือมนุษย์เมนส์ เป็นสิ่งที่คุณผู้หญิงต้องเผชิญในทุกๆ เดือน แต่บ่อยครั้งที่ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ถูกมองข้ามไปเพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ลักษณะ สี ปริมาณ และความถี่ของประจำเดือน คือคัมภีร์เล่มสำคัญที่กำลังส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์และฮอร์โมนในร่างกายของเราได้อย่างแม่นยำ
เฮลีย์ พัคเกตต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลเวชปฏิบัติสุขภาพสตรี ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านสื่อต่างประเทศเกี่ยวกับ "สัญญาณเตือนสีแดง" (Red Flags) ของประจำเดือนที่คุณผู้หญิงไม่ควรนิ่งนอนใจ และควรสังเกตตัวเองในทุกๆ รอบเดือน ดังนี้
1. ลิ่มเลือดมีขนาดใหญ่กว่าเหรียญ 10 บาท
การมีลิ่มเลือดปนออกมาบ้างถือเป็นเรื่องปกติตราบใดที่ก้อนนั้นมีขนาดเล็ก แต่ถ้าหากพบลิ่มเลือดที่มีขนาดใหญ่ เทียบเท่าหรือใหญ่กว่าเหรียญ 10 บาทไทย และมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อหนาที่ไม่สามารถซึมลงแผ่นผ้าอนามัยได้ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคภายใน เช่น ติ่งเนื้อในมดลูก (Polyp) เนื้องอกในมดลูก (Fibroid) ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) หรือภาวะมดลูกโต (Adenomyosis)
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: ในช่วงที่มีประจำเดือนมามาก แนะนำให้เลือกใช้ "ผ้าอนามัยแบบแผ่น" แทนแบบสอด เพราะจะช่วยให้สังเกตขนาดและลักษณะของลิ่มเลือดที่หลุดออกมาได้ชัดเจนกว่า
iStockphoto
2. เลือดมีสีเข้มและเหนียวข้นตลอดทั้งรอบเดือน
ตามธรรมชาติแล้ว สีของประจำเดือนจะมีการเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลา โดยในช่วงวันแรกๆ อาจมีสีน้ำตาลเข้มหรือดำและมีความเหนียวข้นเนื่องจากเป็นเลือดเก่าที่ค้างอยู่ จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดงสดและมีกลิ่นคาวเลือดตามปกติอยู่ประมาณ 2-3 วันก่อนจะค่อยๆ จางลง
แต่ถ้าหากประจำเดือนของคุณมีสีเข้ม ดำข้น และเหนียวหนืดติดต่อกัน "ตลอดทั้งรอบขบวน" นั่นแปลว่าวงจรการลอกตัวของผนังมดลูกอาจมีความผิดปกติ ร่างกายอาจไม่มีการตกไข่ตามรอบ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการแสดงของกลุ่มอาการถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ หรือภาวะ PMOS (PCOS เดิม)
3. ประจำเดือนมาทะลักจนชุ่มแผ่นภายใน 1 ชั่วโมง
ปริมาณของประจำเดือนควรจะไหลเวียนมากน้อยสลับกันไปตามวัน ไม่ควรจะมาในปริมาณที่มากเกินไปตลอดเวลา หากคุณต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกๆ 1 ชั่วโมงเพราะเลือดชุ่มจนล้นแผ่น ถือเป็นภาวะประจำเดือนมามากผิดปกติ (Menorrhagia) ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง (Anemia) ร่างกายขาดเม็ดเลือดแดงไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย เรื้อรัง และเหนื่อยง่าย
4. รอบเดือนห่างกันเกิน 38 วัน
โดยปกติแล้ว ประจำเดือนควรจะมาไม่เกิน 6 วันในแต่ละรอบ และระยะห่างระหว่างวันแรกของประจำเดือนรอบนี้ ไปจนถึงวันแรกของประจำเดือนรอบถัดไป ควรจะอยู่ที่ประมาณ 21-38 วัน หากรอบเดือนของคุณห่างกันเกิน 38 วันขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง เป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าระบบฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือแอนโดรเจนในร่างกายอาจไม่สมดุล ส่งผลให้ไม่มีการตกไข่ตามธรรมชาติในแต่ละเดือน
| ตารางสรุปเกณฑ์ "ประจำเดือนปกติ" VS "ควรพบแพทย์" |
|---|
| ระยะเวลาในแต่ละรอบ: ไม่ควรเกิน 6 วัน |
| ระยะห่างรอบเดือน: อยู่ระหว่าง 21 - 38 วัน (หากเกิน 38 วัน ถือว่าผิดปกติ) |
| ความถี่ในการเปลี่ยนผ้าอนามัย: ควรเปลี่ยนทุกๆ 4 - 6 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการสะสมของแบคทีเรีย (หากชุ่มแผ่นใน 1 ชั่วโมง ถือว่าผิดปกติ) |
ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิด ฉีดยาคุม หรือฝังยาคุมกำเนิด การที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือไม่มีประจำเดือนเลยอาจเป็นผลมาจากกลไกของฮอร์โมนในยา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไปและไม่ได้อันตรายตราบใดที่ไม่สร้างความเจ็บปวดรุนแรงให้กับร่างกาย แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้คุมกำเนิดแล้วพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ แนะนำให้รีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
