อย่าปล่อยให้กินไฟ! เผยสาเหตุช่องฟรีซตู้เย็น “น้ำแข็งเกาะ” พร้อมเฉลย ควรแซะออกไหม?

ไขข้อข้องใจ! 'ตู้เย็นเป็นน้ำแข็งเกาะ' เกิดจากอะไร? ควรแซะออกไหม พร้อมวิธีเคลียร์น้ำแข็งให้เกลี้ยงใน 10 นาที
ปัญหาชวนปวดหัว: เมื่อช่องแช่แข็งเต็มไปด้วยน้ำแข็งเกาะหนา
หลังจากใช้งานตู้เย็นไปได้ระยะหนึ่ง หลายคนมักจะเจอปัญหามีเกล็ดน้ำแข็งสีขาวนวลหรือน้ำแข็งก้อนหนาเกาะอยู่ตามผนังตู้เย็นและลามไปเกาะติดกับอาหารในช่องแช่แข็ง ยิ่งปล่อยไว้นานน้ำแข็งก็จะยิ่งหนาและแข็งตัวขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานของตู้เย็น ทำให้พื้นที่จัดเก็บลดลง ตู้เย็นทำความเย็นได้แย่ลง และที่สำคัญคือทำให้สิ้นเปลืองกระแสไฟฟ้ามากกว่าปกติหลายเท่า
ทำไมตู้เย็นถึงมีน้ำแข็งเกาะหนา?
อาการตู้เย็นเป็นน้ำแข็งเกาะเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากพฤติกรรมการใช้งานและระบบกลไกภายในชำรุด ดังนี้:
-
1. นำของร้อนเข้าตู้เย็นและเปิดตู้เย็นบ่อยเกินไป: การนำอาหารที่ยังร้อนอยู่ไปแช่ทันที หรือการเปิด-ปิดประตูตู้เย็นบ่อยๆ จะเป็นการเพิ่มความชื้นและไอน้ำเข้าไปในตู้เย็น เมื่อไอน้ำเจอกับความเย็นจัดจึงกลั่นตัวกลายเป็นน้ำแข็งเกาะหนา
-
2. ขอบยางประตูตู้เย็นเสื่อมสภาพหรือปิดไม่สนิท: ทำให้ความชื้นและลมร้อนจากภายนอกเล็ดลอดเข้าไปสะสมด้านใน จนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งเกาะตามผนังตู้
-
3. ละเลยการทำความสะอาดตู้เย็น: หากไม่มีการเช็ดล้างอย่างสม่ำเสมอ คราบสกปรกและไขมันอาจเข้าไปอุดตันหรือสร้างความเสียหายให้ชิ้นส่วนภายใน ทำให้ประสิทธิภาพการทำความเย็นลดลง
-
4. อุปกรณ์ควบคุมเวลาละลายน้ำแข็ง (Timer) ชำรุด: ส่งผลให้ระบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติหยุดทำงาน จึงมีน้ำแข็งสะสมหนาขึ้นเรื่อยๆ
-
5. เซนเซอร์น้ำแข็ง (Sò lạnh) หรือฟิวส์ขาด: อุปกรณ์ตรวจจับความเย็นและระบบตัดไฟชำรุด ทำให้ตู้เย็นไม่ยอมเข้าสู่โหมดละลายน้ำแข็งตามวงจรปกติ
ผลเสียของก้อนน้ำแข็งหนาในตู้เย็น
-
ทำให้พื้นที่ในการจัดเก็บอาหารลดลงอย่างมาก
-
ส่งผลให้พัดลมระบายอากาศทำงานหนักและเกิดเสียงดังน่ารำคาญ
-
ลดประสิทธิภาพในการทำความเย็น ทำให้ของที่แช่ไว้เน่าเสียเร็วขึ้น
-
ค่าไฟพุ่งกระฉูดเนื่องจากคอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักตลอดเวลา
ควรแซะหรือแกะน้ำแข็งที่เกาะอยู่ออกไหม?
คำตอบคือ "จำเป็นต้องเอาออกอย่างยิ่ง" และควรทำทันทีเพื่อช่วยให้ตู้เย็นกลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยรักษาความสดของอาหาร และช่วยเซฟค่าไฟในบ้าน
ขั้นตอนการกำจัดน้ำแข็งเกาะตู้เย็นอย่างถูกวิธี:
-
ย้ายของออก: นำอาหารและสิ่งของทั้งหมดออกจากตู้เย็น ทั้งในช่องแช่แข็งและช่องธรรมดา พร้อมถอดปลั๊กไฟออก
-
ใช้ตัวช่วยเร่งความร้อน: เปิดประตูตู้เย็นทิ้งไว้ แล้วนำแก้วหรือชามใส่น้ำร้อนไปวางไว้ด้านในเพื่อให้ไอความร้อนช่วยเร่งให้น้ำแข็งละลายเร็วขึ้น หรืออาจใช้พัดลมเป่า/เปิดไดร์เป่าผม (ลมคูลหรือลมอุ่นห่างๆ) ช่วยเร่งปฏิกิริยาได้
-
เช็ดทำความสะอาด: เมื่อน้ำแข็งละลายหมดแล้ว ให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบน้ำและความชื้นบนพื้นผิวให้แห้งสนิท สามารถถอดชั้นวางออกไปล้างทำความสะอาดและผึ่งให้แห้งก่อนใส่กลับเข้าไป
-
เริ่มใช้งานใหม่: เสียบปลั๊ก จัดเก็บอาหารเข้าตู้ตามเดิม และหมั่นสังเกตว่าตู้เย็นกลับมาเย็นดีขึ้นหรือไม่
(หมายเหตุ: หากพบว่าน้ำแข็งกลับมาเกาะหนาอย่างรวดเร็วหลังจากเคลียร์ไปแล้ว อาจเกิดจากระบบภายในชำรุด แนะนำให้เรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบและเปลี่ยนอะไหล่ที่จำเป็น)
เคล็ดลับป้องกันไม่ให้ตู้เย็นกลับมาเป็นน้ำแข็งเกาะซ้ำ
-
ปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม: ควรตั้งอุณหภูมิช่องธรรมดาไว้ที่ 3 ถึง 5 องศาเซลเซียส ส่วนช่องแช่แข็ง (ช่องฟรีซ) ควรตั้งไว้ที่ประมาณ -18 องศาเซลเซียส
-
หมั่นทำความสะอาดและกดละลายน้ำแข็ง: สำหรับตู้เย็นระบบกึ่งอัตโนมัติ ควรหมั่นกดละลายน้ำแข็งเป็นประจำเพื่อให้อากาศเย็นหมุนเวียนได้ดี
-
ตรวจเช็คสภาพตู้เย็นทุกๆ 3-4 เดือน: เพื่อให้ระบบทำความเย็นทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี