ตราบาปนาน 30 ปี! สาวเล่าความลับสุดดาร์ก หลังตามหาครอบครัวแท้ๆ จนชีวิตพังพินาศ

ตราบาปนาน 30 ปี! สาวเล่าความลับสุดดาร์ก หลังตามหาครอบครัวแท้ๆ จนชีวิตพังพินาศ

ตราบาปนาน 30 ปี! สาวเล่าความลับสุดดาร์ก หลังตามหาครอบครัวแท้ๆ จนชีวิตพังพินาศ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย! สาวเผย "ความสัมพันธ์ต้องห้าม" หลังตามหาครอบครัวแท้ๆ จนชีวิตพังพินาศ

เรื่องราวความสัมพันธ์สุดช็อกและซับซ้อนนี้ได้รับการเปิดเผยจากหญิงชาวอังกฤษรายหนึ่ง ที่ออกมาถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของเธอผ่านนามแฝงว่า "โซเฟีย กรีนวูด" ถึงความรักต้องห้ามกับ "ไมเคิล" พ่อบังเกิดเกล้าของเธอเอง หลังจากที่ทั้งคู่ต้องพลัดพรากจากกันไปนานกว่า 24 ปี จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมทางอารมณ์และคดีความที่ถูกตราหน้าจากสังคม

จุดเริ่มต้นจากความพลัดพราก สู่อาการ "ดึงดูดทางเพศจากพันธุกรรม"

โซเฟียเปิดเผยว่า เธอถูกครอบครัวบุญธรรมรับเลี้ยงไปดูแลที่ย่านยอร์กเชียร์ ตั้งแต่มีอายุได้เพียง 5 สัปดาห์ เนื่องจากแม่แท้ๆ ของเธอต้องยกลูกให้คนอื่นเพราะความอับอายที่ตั้งครรภ์นอกสมรสในปี 1965 ส่วนไมเคิลผู้เป็นพ่อก็ถูกพ่อแม่ส่งตัวไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียทันที

เมื่อโซเฟียอายุได้ 23 ปี เธอเริ่มรวบรวมความกล้าตามหาครอบครัวที่แท้จริง โดยได้พบกับแม่บังเกิดเกล้าก่อนเป็นคนแรก และหลังจากนั้นในวัย 24 ปี เธอจึงได้ติดต่อกับไมเคิลผู้เป็นพ่อ ทั้งคู่พูดคุยผ่านจดหมายและโทรศัพท์อยู่หลายเดือนจนเกิดความผูกพันอย่างรวดเร็ว ทว่าเมื่อถึงวันที่ไมเคิลบินมาเจอเธอที่อังกฤษ ความรู้สึกของเธอกลับเปลี่ยนไปในทิศทางที่น่ากลัว

โซเฟียยอมรับว่าเธอรู้สึก "หวาดกลัว" เพราะความผูกพันนั้นไม่ได้รังเกียจกันแบบพ่อลูก แต่มันกลับรู้สึกเป็นธรรมชาติและพัฒนาไปสู่ "ความดึงดูดเชิงชู้สาว" ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Genetic Sexual Attraction (GSA) หรือภาวะดึงดูดทางเพศในกลุ่มเครือญาติสายเลือดเดียวกันที่เพิ่งมาเจอกันตอนโต เนื่องจากพวกเขาไม่เคยเลี้ยงดูกันมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ไม่มีเกราะกำนันหรือเส้นแบ่งความเป็นพ่อลูกเกิดขึ้นในจิตใต้สำนึก

ย้ายไปอยู่กินฉันสามีภรรยา จนตั้งครรภ์คลอดลูกชาย

ความสัมพันธ์ต้องห้ามนี้ดำเนินไปอย่างลับๆ นานถึง 5 ปี โซเฟียตัดสินใจย้ายไปอยู่กับไมเคิลที่ประเทศออสเตรเลียและใช้ชีวิตคู่เหมือนคนรักทั่วไป ทว่าต้องเผชิญกับความหวาดระแวงและเหนื่อยล้าจากการปิดบังความจริงกับคนรอบข้าง

จนกระทั่งโซเฟียตั้งครรภ์ เธอปฏิเสธที่จะทำแท้งเนื่องจากปมในใจที่ตัวเองก็เคยเป็นเด็กถูกทิ้งมาก่อน เมื่อลูกชายที่ชื่อ "เจมส์" ลืมตาดูโลก โซเฟียต้องแต่งเรื่องโกหกสังคมว่าเด็กคนนี้เกิดจาก "แฟนเก่าที่เลิกรากันไป" เพื่อปกป้องลูกจากการถูกตราหน้า

"เรารู้ดีว่าความสัมพันธ์ทางสายเลือดของเราจะถูกตัดสินอย่างรุนแรงจากสังคม และอนาคตของเราจะไม่มีวันมั่นคงปลอดภัยเลย" โซเฟียกล่าว

iStockphoto

อดีตแฟนเก่าแจ้งจับคดี "อนาจารร่วมสายโลหิต" เผชิญมรสุมกฎหมายกว่า 30 ปี

สุดท้ายความกดดันก็เกินกว่าจะแบกรับ โซเฟียหอบลูกกลับมาที่อังกฤษและสารภาพความจริงกับญาติๆ จนนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งและการกดดันให้ทั้งคู่แยกทางกันอย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม ในปี 2004 อดีตแฟนเก่าของไมเคิลล่วงรู้ความลับนี้และนำเรื่องไปแจ้งตำรวจออสเตรเลีย ส่งผลให้ไมเคิลถูกจับกุมในข้อหา ความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างสายเลือดเดียวกัน และถูกศาลพิพากษาจำคุก แต่ให้รอลงอาญาไว้ เนื่องจากเป็นการยินยอมของทั้งสองฝ่ายที่บรรลุนิติภาวะแล้ว และไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะครอบครัวมาก่อน

หลังจากนั้น โซเฟียได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ หมั้นหมายกับชายคนใหม่และมีลูกชายอีกคนชื่อ "ลูคัส" แต่ตราบาปในอดีตยังคงตามหลอกหลอนเธอ เมื่อลูกชายทั้งสองคนเติบโตขึ้นและต้องการย้ายไปอาศัยอยู่ที่เมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย โซเฟียจึงต้องเผชิญหน้ากับความกลัวที่จะถูกจับกุม หากเธอเดินทางเข้าประเทศออสเตรเลียเพื่อไปหาลูก

ปลดล็อกตราบาปในชีวิต ผันตัวเขียนหนังสือถ่ายทอดอุทาหรณ์

โซเฟียตัดสินใจจ้างทนายความด้านคดีอาญาเพื่อเข้ามอบตัว และยื่นอุทธรณ์ต่อทางการออสเตรเลีย โดยชี้แจงว่าเหตุการณ์ผ่านพ้นมานานกว่า 3 ทศวรรษแล้ว และเธอใช้ชีวิตเป็นพลเมืองดีมาโดยตลอด ในที่สุดอัยการออสเตรเลียได้สั่งยุติการดำเนินคดี และถอนฟ้องข้อหาทั้งหมด ทำให้เธอสามารถกลับมาใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับลูกๆ ได้อีกครั้ง

ปัจจุบัน โซเฟียอาศัยอยู่ที่เมืองเพิร์ท โดยความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับไมเคิลได้เปลี่ยนไปเป็นแบบ "ญาติผู้ใหญ่" ที่ช่วยกันดูแลเจมส์ในฐานะพ่อ โซเฟียตัดสินใจร่วมมือกับนักเขียนชื่อดังออกหนังสือบอกเล่าเรื่องราวนี้ในชื่อ "Forbidden Love: A True Story of Adoption, Reunion and Longing"

เธอยืนยันว่าการออกมาเปิดเผยอดีตอันแสนเจ็บปวดในครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อขอความเห็นใจหรือต้องการให้สังคมยกโทษให้ แต่เธอต้องการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความซับซ้อนทางจิตวิทยาของการกลับมาพบกันของเด็กบุญธรรม และภาวะ GSA ที่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ครอบครัวอื่นๆ ได้ระมัดระวังและจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกให้ถูกต้องหากต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน

แหล่งอ้างอิง

  1. LADbible
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล