
ศัตรูโรคเกาต์! ก้านแก่ๆ ของผัก 1 ชนิด หลายคนหั่นทิ้ง ฮีโร่ลดกรดยูริกในเลือด
ศัตรูโรคเกาต์! ก้านแก่ๆ ของผักที่หลายคนหั่นทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย วิจัยพบเป็นตัวช่วยลดกรดยูริกในเลือด
เชื่อว่าเวลาทำอาหาร หลายคนมักจะตัดส่วนที่เหนียวหรือเคี้ยวยากทิ้งไปเพื่อเนื้อสัมผัสที่ดีขึ้น แต่รู้ไหมครับ? ล่าสุดมีงานวิจัยพบว่า "โคนลำต้นแก่ๆ" ของผักชนิดหนึ่ง คือสุดยอดฮีโร่ในการช่วยลดกรดยูริกในเลือด ซึ่งอาจช่วยลดลงได้สูงถึง 47% การโยนทิ้งลงถังขยะไปเฉยๆ ถือว่าน่าเสียดายมาก และผักชนิดนั้นก็คือ "โคนแก่ของหน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus)"
เปิดงานวิจัยใหม่: โคนแก่หน่อไม้ฝรั่ง ตัวช่วยลดกรดยูริก-บำรุงตับและไต
งานวิจัยชิ้นใหม่จากมหาวิทยาลัยซานตง (Shandong University) ค้นพบว่า โคนส่วนล่างที่แก่และเข้มของหน่อไม้ฝรั่งสีเขียว เป็นส่วนที่มีสาร "รูติน (Rutin)" สูงที่สุดเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติที่โดดเด่นในการช่วยลดกรดยูริก
จากการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า หนูทดลองกลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากโคนแก่หน่อไม้ฝรั่งในปริมาณสูง มีระดับกรดยูริกในเลือดดกลงถึง 47% เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม อีกทั้งยังมีอัตราการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งประสิทธิภาพนี้ใกล้เคียงกับยาแผนปัจจุบันที่ใช้รักษาโรคเกาต์อย่าง เบนซ์โบรมาโรน (Benzbromarone) เลยทีเดียว
นอกจากนี้ การมีกรดยูริกสูงมักส่งผลให้ตับและไตเกิดอาการบวมหรืออักเสบ แต่งานวิจัยพบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดจากโคนหน่อไม้ฝรั่งแก่ มีอาการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อตับและไตที่ลดลงอย่างชัดเจน และค่าบ่งชี้ต่างๆ ฟื้นตัวกลับมาเกือบเป็นปกติ
ทำไม "โคนแก่หน่อไม้ฝรั่ง" ถึงลดกรดยูริกได้ดีขนาดนี้?
1. ยับยั้งเอนไซม์สร้างยูริกที่ตับ
ในโคนแก่หน่อไม้ฝรั่งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มฟลาโวนอยด์ เช่น รูติน (Rutin) และ เคอร์ซิทิน (Quercetin) ซึ่งสารเหล่านี้จะเข้าไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ NT5E ในตับโดยตรง ซึ่งเอนไซม์ตัวนี้เปรียบเสมือน "สวิตช์ต้นน้ำ" ในการผลิตกรดยูริก เมื่อสวิตช์นี้ถูกบล็อก ร่างกายจึงผลิตกรดยูริกจากการย่อยสลายพิวรีนลดลงตั้งแต่ต้นตอ
2. เร่งการขับกรดยูริกออกทางไต
สารสำคัญอีกชนิดคือ สารซาโปนิน (Asparagus Saponins) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเปิดทางระบาย โดยมันจะไปช่วยปรับสมดุลโปรตีนที่ทำหน้าที่ขนส่งกรดยูริกในไต ช่วยเปิดท่อระบายน้ำให้กรดยูริกในกระแสเลือดถูกขับออกไปพร้อมกับปัสสาวะได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่สูง จึงช่วยลดความเสียหายจากการอักเสบที่ไต ทำให้ระบบกรองและขับถ่ายของไตทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
คำแนะนำสำคัญ: แม้โคนแก่หน่อไม้ฝรั่งจะมีประโยชน์ แต่หน่อไม้ฝรั่งจัดเป็นอาหารที่มีพิวรีนระดับปานกลาง-ต่ำ (ประมาณ 30-75 มิลลิกรัม/100 กรัม) เพื่อความปลอดภัย สำหรับผู้ที่มีกรดยูริกสูง ก่อนนำโคนแก่ไปปรุงอาหาร ควรนำไป "ลวกน้ำร้อน (Chop)" ก่อนทุกครั้ง วิธีนี้จะช่วยละลายสารพิวรีนออกไปได้บางส่วน และยังช่วยลดรสชาติฝาดขมของเนื้อไม้ได้อีกด้วย

ไม่ใช่แค่โคนแก่ แต่ "หน่อไม้ฝรั่ง" ทั้งต้นคือคลังมหาสมบัติทางโภชนาการ
อย่าคิดว่าหน่อไม้ฝรั่งมีดีแค่ส่วนโคนแก่ เพราะผักชนิดนี้ทั้งต้นเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ทางอาหาร:
-
อุดมไปด้วยพรีไบโอติก (Prebiotics): เป็นอาหารชั้นเลิศของจุลินทรีย์ดีในลำไส้ ช่วยยับยั้งจุลินตรีย์ก่อโรค และกรดที่ได้จากกระบวนการนี้ยังช่วยลดค่า pH ในลำไส้ ส่งผลให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น
-
กรดโฟลิกสูง (Folate): หน่อไม้ฝรั่งเพียง 5 หน่อ ให้กรดโฟลิกสูงถึง 100 ไมโครกรัม (คิดเป็น 25% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน) ช่วยลดระดับโฮโมซิสเตอีนในเลือด ปรับความดันโลหิต ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และยังมีส่วนช่วยสังเคราะห์สารสื่อประสาท ช่วยให้ผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล และทำให้นอนหลับสบายขึ้น
-
สารฟลาโวนอยด์บำรุงสมอง: ช่วยเพิ่มความตื่นตัวของเปลือกสมองใหญ่ (Cerebral Cortex) ปรับปรุงฟังก์ชันระบบประสาท และชะลอความเสื่อมของเซลล์สมอง
-
มีซีลีเนียมสูง (Selenium): มีปริมาณสูงถึง 0.56 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งเทียบชั้นได้กับเห็ดหรืออาหารทะเล ซีลีเนียมมีคุณสมบัติเด่นในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการแบ่งตัวและเติบโตของเซลล์ผิดปกติ
แถมท้าย 3 อาหารใกล้ตัว "ตัวช่วยลดกรดยูริกชั้นดี" ที่ควรมีติดโต๊ะอาหาร
หากคุณต้องการควบคุมระดับกรดยูริกให้คงที่ นอกเหนือจากหน่อไม้ฝรั่งแล้ว อาหาร 3 ชนิดนี้ก็เป็นมิตรกับร่างกายที่ควรหามาทานครับ:
-
บลูเบอร์รี (แอนโทไซยานินลดการอักเสบ): อุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานินที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินซีถึง 20 เท่า ไม่เพียงแต่ช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดบวมจากโรคเกาต์ที่ข้อต่อ แต่ยังช่วยยับยั้งการสังเคราะห์กรดยูริกและปรับปรุงระบบไหลเวียนโลหิตที่ไตให้ขับยูริกได้ดีขึ้น
-
หัวลิลลี่สด / แป้งโกจิ (คอลชิซีนธรรมชาติ): มีสารคอลชิซีน (Colchicine) และโพแทสเซียมสูง (519 มิลลิกรัม/100 กรัม) ซึ่งมีส่วนช่วยเร่งการขับกรดยูริกออกจากร่างกาย ที่สำคัญหัวลิลลี่มีปริมาณพิวรีนต่ำมาก (เพียง 10-25 มิลลิกรัม/100 กรัม) ทานแล้วสบายใจไม่เพิ่มภาระให้ร่างกาย
-
น้ำเลมอน / น้ำมะนาว (ปรับปัสสาวะให้เป็นด่าง): เลมอนเข้มข้นไปด้วยสารซิเตรตตามธรรมชาติ ช่วยปรับสภาพปัสสาวะให้มีความเป็นด่างมากขึ้น ทำให้กรดยูริกละลายตัวได้ดีและถูกขับออกทางไตง่ายขึ้น งานวิจัยในวารสารรูมาโตโลจีสากลพบว่า การดื่มน้ำเลมอนเป็นประจำทุกวัน ช่วยให้ผู้ป่วยโรคเกาต์มีระดับกรดยูริกลดลงเฉลี่ย 1.25 มิลลิกรัม/เดซิลิตร และช่วยให้ค่าการทำงานของไตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :news.qq.com