ดีจริงไหม? ดื่มเครื่องดื่ม "ล้างพิษตับ" ประจำ คำตอบของแพทย์ อาจทำให้ต้องประหลาดใจ

เครื่องดื่มล้างพิษตับ ดีจริงไหม? แพทย์เผยความจริง ทำหลายคนต้องประหลาดใจในคำตอบ เมื่อมันคือคำเตือน มากกว่าคำชม
เครื่องดื่มหรือผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่า “ล้างพิษตับ” “บำรุงตับ” หรือ “ลดความร้อนในตับ” เป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นตา โดยเฉพาะคนที่รู้สึกอ่อนเพลีย เป็นสิว ท้องอืด หรือกังวลว่าร่างกายสะสมสารพิษ จึงหวังพึ่งเครื่องดื่มสมุนไพรหรืออาหารเสริมเพื่อช่วยดูแลตับ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเตือนว่า ในทางการแพทย์ไม่มีคำจำกัดความชัดเจนของคำว่า “ยาบำรุงตับ” หรือ “ยาลดความร้อนในตับ” สิ่งที่บอกว่าตับแข็งแรงจริง ๆ คือการที่ตับยังทำหน้าที่สำคัญได้ดี เช่น เผาผลาญสารอาหาร สร้างน้ำดี จัดการยาและสารพิษ รวมถึงไม่มีโรคตับ เช่น ไขมันพอกตับ ตับอักเสบ หรือตับแข็ง

ตับล้างพิษได้เอง แต่ไม่ได้แปลว่าต้องใช้ผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์
ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยจัดการสารต่าง ๆ ในร่างกายอยู่แล้ว ทั้งสารอาหาร ยา แอลกอฮอล์ และสารที่ร่างกายต้องกำจัดออก แต่การทำงานของตับไม่ได้หมายความว่าการดื่มเครื่องดื่มใดเครื่องดื่มหนึ่งจะเข้าไป “ล้างพิษ” ได้ตามคำโฆษณา
ข้อมูลจาก National Center for Complementary and Integrative Health หรือ NCCIH ระบุว่า โปรแกรมดีท็อกซ์หรือล้างสารพิษบางประเภทอาจไม่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ และบางกรณีอาจไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่อ้างสรรพคุณกว้างเกินจริง หรือมีส่วนผสมที่ไม่ชัดเจน
ไขมันพอกตับ แก้ไม่ได้ด้วยการกินยาบำรุงตับอย่างเดียว
หนึ่งในโรคตับที่พบมากขึ้นคือภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับน้ำหนักเกิน โรคอ้วน ภาวะก่อนเบาหวาน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือการกินอาหารพลังงานสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ข้อมูลจาก NIDDK ระบุว่า หากผู้ป่วยไขมันพอกตับมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน การลดน้ำหนักด้วยการเลือกอาหารที่ดีขึ้น ควบคุมปริมาณอาหาร และเพิ่มกิจกรรมทางกาย สามารถช่วยให้ภาวะไขมันพอกตับดีขึ้นได้ โดยการลดน้ำหนักอย่างน้อย 3-5% อาจช่วยลดไขมันในตับ และบางรายอาจต้องลดมากกว่านั้นเพื่อช่วยลดการอักเสบหรือพังผืดในตับ
ดังนั้น หากยังคงกินหวาน มัน เค็ม ดื่มแอลกอฮอล์ หรือไม่ออกกำลังกาย แต่หวังพึ่งเครื่องดื่มบำรุงตับเพียงอย่างเดียว โอกาสที่สุขภาพตับจะดีขึ้นจริงย่อมเป็นไปได้ยาก
โรคตับอักเสบต้องรักษาตามสาเหตุ ไม่ใช่พึ่งสมุนไพร
ในกรณีโรคตับอักเสบ การดูแลต้องขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี แอลกอฮอล์ ยา หรือโรคอื่น ๆ หากเป็นไวรัสตับอักเสบ การรักษาหรือการติดตามโรคควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
ข้อมูลจาก CDC ระบุว่า ไวรัสตับอักเสบบีเป็นโรคตับที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ขณะที่องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยระบุว่า ไวรัสตับอักเสบซีแม้ไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาต้านไวรัสชนิดออกฤทธิ์ตรง การใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่า “บำรุงตับ” โดยไม่รักษาสาเหตุหลัก จึงไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง

สมุนไพรและอาหารเสริมไม่ทราบที่มา อาจกลายเป็นภาระต่อตับ
หลายคนคิดว่าสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติย่อมปลอดภัยกว่าเสมอ แต่ความจริงไม่ใช่ทุกผลิตภัณฑ์จะเหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะอาหารเสริม ยาต้ม สมุนไพรพื้นบ้าน หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ระบุส่วนผสมชัดเจน
ข้อมูลจาก Mayo Clinic ระบุว่า ภาวะตับอักเสบจากสารพิษอาจเกิดจากการสัมผัสสารบางอย่าง เช่น แอลกอฮอล์ ยา สารเคมี หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ บางกรณีเกิดอาการเร็วภายในไม่กี่วัน แต่บางกรณีอาจเกิดหลังใช้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน
ผู้ที่มีโรคตับ โรคไต โรคเรื้อรัง กำลังใช้ยาประจำ หรืออยู่ระหว่างการรักษา ไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงตับมากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดปฏิกิริยากับยา หรือทำให้ตับทำงานหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว
พฤติกรรมที่ทำร้ายตับมากกว่าที่คิด
ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการระบุว่า หลายคนมักนึกถึงแอลกอฮอล์เป็นอันดับแรกเมื่อพูดถึงโรคตับ ซึ่งเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปเป็นปัจจัยสำคัญของโรคตับ แต่ยังมีพฤติกรรมอื่น ๆ ที่ทำร้ายตับได้เช่นกัน
- กินอาหารหวานจัดหรือเครื่องดื่มน้ำตาลสูงเป็นประจำ
- กินอาหารมัน อาหารทอด หรืออาหารพลังงานสูงมากเกินไป
- น้ำหนักเกินหรือมีภาวะอ้วนลงพุง
- ไม่ค่อยออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อย
- ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำหรือดื่มหนัก
- ใช้ยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมโดยไม่ปรึกษาแพทย์
- ไม่ตรวจคัดกรองหรือติดตามโรคตับอักเสบเมื่อมีความเสี่ยง
อยากดูแลตับ ควรเริ่มจากอะไร
การดูแลตับไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเครื่องดื่มราคาแพงหรืออาหารเสริมที่อ้างสรรพคุณเกินจริง แต่ควรเริ่มจากพฤติกรรมพื้นฐานที่พิสูจน์ได้และทำต่อเนื่องได้จริง
- รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
- ลดน้ำตาล เครื่องดื่มหวาน และอาหารไขมันสูง
- กินอาหารให้หลากหลาย เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนคุณภาพดี
- ออกกำลังกายหรือเพิ่มการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน
- หลีกเลี่ยงหรือจำกัดแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคตับอยู่แล้ว
- รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีตามคำแนะนำทางการแพทย์
- ตรวจสุขภาพและตรวจค่าการทำงานของตับเมื่อมีความเสี่ยง
สัญญาณที่ไม่ควรพึ่งดีท็อกซ์ แต่ควรพบแพทย์
อาการบางอย่างไม่ควรถูกตีความว่าเป็นแค่ “ตับร้อน” หรือ “สารพิษสะสม” แล้วซื้อเครื่องดื่มมาดื่มเอง หากมีอาการผิดปกติควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
- ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ
- ปวดแน่นชายโครงขวาต่อเนื่อง
- อ่อนเพลียมากผิดปกติ
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ท้องบวม ขาบวม หรือมีเลือดออกง่าย
สรุป เครื่องดื่มล้างพิษตับไม่ใช่คำตอบหลักของสุขภาพตับ
เครื่องดื่มที่อ้างว่าล้างพิษตับ บำรุงตับ หรือลดความร้อนในตับ อาจฟังดูน่าสนใจ แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าช่วยให้ตับของคนสุขภาพดีทำงานดีขึ้นได้จริง และหากเป็นผลิตภัณฑ์ไม่ทราบส่วนผสมหรือใช้ต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อตับแทนที่จะช่วยปกป้องตับ
สิ่งที่ช่วยดูแลตับได้จริงคือการลดปัจจัยเสี่ยง เช่น น้ำหนักเกิน อาหารหวานมัน แอลกอฮอล์ การใช้ยาและอาหารเสริมไม่เหมาะสม รวมถึงการตรวจและรักษาโรคตับตามสาเหตุอย่างถูกต้อง เพราะไม่มีเครื่องดื่มมหัศจรรย์ใดทดแทนการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพได้
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี