ดีจริงไหม? ดื่มเครื่องดื่ม "ล้างพิษตับ" ประจำ คำตอบของแพทย์ อาจทำให้ต้องประหลาดใจ

ดีจริงไหม? ดื่มเครื่องดื่ม "ล้างพิษตับ" ประจำ คำตอบของแพทย์ อาจทำให้ต้องประหลาดใจ

ดีจริงไหม? ดื่มเครื่องดื่ม "ล้างพิษตับ" ประจำ คำตอบของแพทย์ อาจทำให้ต้องประหลาดใจ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เครื่องดื่มล้างพิษตับ ดีจริงไหม? แพทย์เผยความจริง ทำหลายคนต้องประหลาดใจในคำตอบ เมื่อมันคือคำเตือน มากกว่าคำชม

เครื่องดื่มหรือผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่า “ล้างพิษตับ” “บำรุงตับ” หรือ “ลดความร้อนในตับ” เป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นตา โดยเฉพาะคนที่รู้สึกอ่อนเพลีย เป็นสิว ท้องอืด หรือกังวลว่าร่างกายสะสมสารพิษ จึงหวังพึ่งเครื่องดื่มสมุนไพรหรืออาหารเสริมเพื่อช่วยดูแลตับ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเตือนว่า ในทางการแพทย์ไม่มีคำจำกัดความชัดเจนของคำว่า “ยาบำรุงตับ” หรือ “ยาลดความร้อนในตับ” สิ่งที่บอกว่าตับแข็งแรงจริง ๆ คือการที่ตับยังทำหน้าที่สำคัญได้ดี เช่น เผาผลาญสารอาหาร สร้างน้ำดี จัดการยาและสารพิษ รวมถึงไม่มีโรคตับ เช่น ไขมันพอกตับ ตับอักเสบ หรือตับแข็ง

ตับล้างพิษได้เอง แต่ไม่ได้แปลว่าต้องใช้ผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์

ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยจัดการสารต่าง ๆ ในร่างกายอยู่แล้ว ทั้งสารอาหาร ยา แอลกอฮอล์ และสารที่ร่างกายต้องกำจัดออก แต่การทำงานของตับไม่ได้หมายความว่าการดื่มเครื่องดื่มใดเครื่องดื่มหนึ่งจะเข้าไป “ล้างพิษ” ได้ตามคำโฆษณา

ข้อมูลจาก National Center for Complementary and Integrative Health หรือ NCCIH ระบุว่า โปรแกรมดีท็อกซ์หรือล้างสารพิษบางประเภทอาจไม่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ และบางกรณีอาจไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่อ้างสรรพคุณกว้างเกินจริง หรือมีส่วนผสมที่ไม่ชัดเจน

ไขมันพอกตับ แก้ไม่ได้ด้วยการกินยาบำรุงตับอย่างเดียว

หนึ่งในโรคตับที่พบมากขึ้นคือภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับน้ำหนักเกิน โรคอ้วน ภาวะก่อนเบาหวาน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือการกินอาหารพลังงานสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ข้อมูลจาก NIDDK ระบุว่า หากผู้ป่วยไขมันพอกตับมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน การลดน้ำหนักด้วยการเลือกอาหารที่ดีขึ้น ควบคุมปริมาณอาหาร และเพิ่มกิจกรรมทางกาย สามารถช่วยให้ภาวะไขมันพอกตับดีขึ้นได้ โดยการลดน้ำหนักอย่างน้อย 3-5% อาจช่วยลดไขมันในตับ และบางรายอาจต้องลดมากกว่านั้นเพื่อช่วยลดการอักเสบหรือพังผืดในตับ

ดังนั้น หากยังคงกินหวาน มัน เค็ม ดื่มแอลกอฮอล์ หรือไม่ออกกำลังกาย แต่หวังพึ่งเครื่องดื่มบำรุงตับเพียงอย่างเดียว โอกาสที่สุขภาพตับจะดีขึ้นจริงย่อมเป็นไปได้ยาก

โรคตับอักเสบต้องรักษาตามสาเหตุ ไม่ใช่พึ่งสมุนไพร

ในกรณีโรคตับอักเสบ การดูแลต้องขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี แอลกอฮอล์ ยา หรือโรคอื่น ๆ หากเป็นไวรัสตับอักเสบ การรักษาหรือการติดตามโรคควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

ข้อมูลจาก CDC ระบุว่า ไวรัสตับอักเสบบีเป็นโรคตับที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ขณะที่องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยระบุว่า ไวรัสตับอักเสบซีแม้ไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาต้านไวรัสชนิดออกฤทธิ์ตรง การใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่า “บำรุงตับ” โดยไม่รักษาสาเหตุหลัก จึงไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง

สมุนไพรและอาหารเสริมไม่ทราบที่มา อาจกลายเป็นภาระต่อตับ

หลายคนคิดว่าสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติย่อมปลอดภัยกว่าเสมอ แต่ความจริงไม่ใช่ทุกผลิตภัณฑ์จะเหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะอาหารเสริม ยาต้ม สมุนไพรพื้นบ้าน หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ระบุส่วนผสมชัดเจน

ข้อมูลจาก Mayo Clinic ระบุว่า ภาวะตับอักเสบจากสารพิษอาจเกิดจากการสัมผัสสารบางอย่าง เช่น แอลกอฮอล์ ยา สารเคมี หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ บางกรณีเกิดอาการเร็วภายในไม่กี่วัน แต่บางกรณีอาจเกิดหลังใช้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน

ผู้ที่มีโรคตับ โรคไต โรคเรื้อรัง กำลังใช้ยาประจำ หรืออยู่ระหว่างการรักษา ไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงตับมากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดปฏิกิริยากับยา หรือทำให้ตับทำงานหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว

พฤติกรรมที่ทำร้ายตับมากกว่าที่คิด

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการระบุว่า หลายคนมักนึกถึงแอลกอฮอล์เป็นอันดับแรกเมื่อพูดถึงโรคตับ ซึ่งเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปเป็นปัจจัยสำคัญของโรคตับ แต่ยังมีพฤติกรรมอื่น ๆ ที่ทำร้ายตับได้เช่นกัน

  • กินอาหารหวานจัดหรือเครื่องดื่มน้ำตาลสูงเป็นประจำ
  • กินอาหารมัน อาหารทอด หรืออาหารพลังงานสูงมากเกินไป
  • น้ำหนักเกินหรือมีภาวะอ้วนลงพุง
  • ไม่ค่อยออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อย
  • ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำหรือดื่มหนัก
  • ใช้ยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • ไม่ตรวจคัดกรองหรือติดตามโรคตับอักเสบเมื่อมีความเสี่ยง

อยากดูแลตับ ควรเริ่มจากอะไร

การดูแลตับไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเครื่องดื่มราคาแพงหรืออาหารเสริมที่อ้างสรรพคุณเกินจริง แต่ควรเริ่มจากพฤติกรรมพื้นฐานที่พิสูจน์ได้และทำต่อเนื่องได้จริง

  • รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
  • ลดน้ำตาล เครื่องดื่มหวาน และอาหารไขมันสูง
  • กินอาหารให้หลากหลาย เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนคุณภาพดี
  • ออกกำลังกายหรือเพิ่มการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน
  • หลีกเลี่ยงหรือจำกัดแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคตับอยู่แล้ว
  • รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีตามคำแนะนำทางการแพทย์
  • ตรวจสุขภาพและตรวจค่าการทำงานของตับเมื่อมีความเสี่ยง

สัญญาณที่ไม่ควรพึ่งดีท็อกซ์ แต่ควรพบแพทย์

อาการบางอย่างไม่ควรถูกตีความว่าเป็นแค่ “ตับร้อน” หรือ “สารพิษสะสม” แล้วซื้อเครื่องดื่มมาดื่มเอง หากมีอาการผิดปกติควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ
  • ปวดแน่นชายโครงขวาต่อเนื่อง
  • อ่อนเพลียมากผิดปกติ
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ท้องบวม ขาบวม หรือมีเลือดออกง่าย

สรุป เครื่องดื่มล้างพิษตับไม่ใช่คำตอบหลักของสุขภาพตับ

เครื่องดื่มที่อ้างว่าล้างพิษตับ บำรุงตับ หรือลดความร้อนในตับ อาจฟังดูน่าสนใจ แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าช่วยให้ตับของคนสุขภาพดีทำงานดีขึ้นได้จริง และหากเป็นผลิตภัณฑ์ไม่ทราบส่วนผสมหรือใช้ต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อตับแทนที่จะช่วยปกป้องตับ

สิ่งที่ช่วยดูแลตับได้จริงคือการลดปัจจัยเสี่ยง เช่น น้ำหนักเกิน อาหารหวานมัน แอลกอฮอล์ การใช้ยาและอาหารเสริมไม่เหมาะสม รวมถึงการตรวจและรักษาโรคตับตามสาเหตุอย่างถูกต้อง เพราะไม่มีเครื่องดื่มมหัศจรรย์ใดทดแทนการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพได้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล