หมอเตือนคนชอบใช้ "ไม้จิ้มฟัน" อาจเสี่ยงถึงชีวิต แชร์เคสชาย ป่วยหนักเกือบดับ!

ชายจีนป่วยบาดทะยักรุนแรง หลังใช้ไม้จิ้มฟัน จนเหงือกเป็นแผล
หลายคนคุ้นเคยกับการใช้ ไม้จิ้มฟัน หลังมื้ออาหาร เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กและทำกันเป็นประจำ แต่กรณีของชายชาวจีนรายหนึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญ เมื่อบาดแผลเล็ก ๆ ที่เหงือกจากการจิ้มฟัน นำไปสู่อาการป่วยรุนแรงจากโรคบาดทะยัก ต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉินนานหลายสัปดาห์
ข้อมูลจาก Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC ระบุว่า บาดทะยักเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Clostridium tetani ซึ่งพบได้ในสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน ฝุ่น และมูลสัตว์ เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลหรือรอยถลอกได้ และโรคนี้ไม่ติดต่อจากคนสู่คน
แผลเล็กจากไม้จิ้มฟัน ก่อนอาการลุกลามจนวิกฤต
Wuhan Evening News รายงานว่า ชายชาวจีนวัย 53 ปี ใช้ไม้จิ้มฟันหลังรับประทานอาหาร และเผลอทำให้เหงือกเป็นแผลเล็กน้อย มีอาการแดงบวมเพียงเล็กน้อยในช่วงแรก จึงไม่ได้คิดว่าจะเป็นเรื่องร้ายแรง
ต่อมาเขาเริ่มมีอาการอ้าปากลำบาก คอแข็ง กลืนอาหารยาก และอาการเกร็งของกล้ามเนื้อรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนถูกส่งต่อไปรักษาที่ศูนย์ฉุกเฉินของโรงพยาบาลจงหนาน มหาวิทยาลัยหวู่ฮั่น ในวันที่ 2 พฤษภาคม ด้วยภาวะวิกฤต
แพทย์พบอาการบาดทะยักชนิดรุนแรง ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
เมื่อถึงโรงพยาบาล ผู้ป่วยมีอาการกล้ามเนื้อกระตุกต่อเนื่อง กล้ามเนื้อคอและไหล่แข็งเกร็ง ระบบหายใจล้มเหลวรุนแรง ไม่สามารถหายใจหรือรับประทานอาหารได้ตามปกติ แพทย์จึงต้องให้การช่วยเหลือทางเดินหายใจและดูแลอย่างใกล้ชิด
รายงานระบุว่า ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องนาน 31 วัน ก่อนอาการค่อย ๆ ดีขึ้นและสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ในวันที่ 1 มิถุนายน โดยแพทย์ชี้ว่ากรณีนี้วินิจฉัยยาก เพราะบาดแผลอยู่ในช่องปากและอาการเริ่มต้นไม่ชัดเจน
บาดทะยักไม่ได้เกิดจากสนิมเท่านั้น
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ หลายคนคิดว่าบาดทะยักเกิดจากการถูกตะปูขึ้นสนิมหรือเหล็กบาดเท่านั้น แต่ CDC และองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า เชื้อบาดทะยักเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลที่ปนเปื้อนสปอร์ของเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นบาดแผลลึก แผลถูกแทง แผลปนเปื้อนดิน ฝุ่น น้ำลาย หรือสิ่งสกปรกอื่น ๆ
ดังนั้น ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ “สนิม” โดยตรง แต่อยู่ที่บาดแผลและการปนเปื้อนของเชื้อ โดยเฉพาะบาดแผลเล็ก ลึก หรือดูเหมือนไม่รุนแรง ซึ่งอาจถูกมองข้ามได้ง่าย
ทำไมแผลในปากจึงไม่ควรประมาท
บาดแผลจากไม้จิ้มฟันที่เหงือกอาจดูเล็กมาก แต่หากเกิดแผลลึก มีสิ่งปนเปื้อน หรือไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ก็อาจเปิดทางให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนบาดทะยักของตนเอง หรือไม่ได้รับวัคซีนกระตุ้นตามระยะเวลา
CDC ระบุว่า วิธีป้องกันบาดทะยักที่สำคัญคือการได้รับวัคซีนให้ครบตามกำหนด และการดูแลบาดแผลอย่างเหมาะสมหลังเกิดอุบัติเหตุ สำหรับแผลที่มีความเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณาวัคซีนหรือภูมิคุ้มกันบาดทะยักตามประวัติการฉีดวัคซีนและลักษณะของบาดแผล
อาการบาดทะยักที่ควรรีบพบแพทย์
อาการของบาดทะยักมักเกิดหลังได้รับเชื้อประมาณ 3-21 วัน โดย CDC ระบุว่าอาการแรกที่พบบ่อยคือกล้ามเนื้อขากรรไกรเกร็ง หรือที่เรียกว่าอาการขากรรไกรแข็ง นอกจากนี้ยังอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย
- อ้าปากลำบาก หรือขากรรไกรแข็ง
- กลืนลำบาก
- คอ ไหล่ หลัง หรือกล้ามเนื้อทั่วร่างกายแข็งเกร็ง
- กล้ามเนื้อกระตุกหรือเกร็งอย่างรุนแรง
- หายใจลำบาก ใจสั่น เหงื่อออก หรือความดันโลหิตผิดปกติ
- มีอาการชัก หรืออาการทางระบบประสาทผิดปกติ
ใช้ไม้จิ้มฟันอย่างไรให้ลดความเสี่ยง
การทำความสะอาดเศษอาหารหลังมื้ออาหารเป็นเรื่องสำคัญ แต่การใช้ไม้จิ้มฟันแรงเกินไป หรือใช้ไม้จิ้มฟันที่ไม่สะอาด อาจทำให้เหงือกเป็นแผลได้ หากมีเศษอาหารติดซอกฟันบ่อย ควรเลือกวิธีที่เหมาะสมกว่า เช่น ใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี หรือปรึกษาทันตแพทย์เพื่อประเมินปัญหาเหงือกและช่องฟัน
หากเกิดแผลในช่องปากจากไม้จิ้มฟัน แล้วมีอาการบวม ปวดมากขึ้น อ้าปากลำบาก คอแข็ง กลืนลำบาก หรือมีอาการเกร็งผิดปกติ ไม่ควรรอดูอาการเอง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะผู้ที่ไม่แน่ใจว่าเคยฉีดวัคซีนบาดทะยักครบหรือไม่
สรุป บาดแผลเล็กอาจไม่เล็กอย่างที่คิด
กรณีชายจีนป่วยบาดทะยักรุนแรงหลังเหงือกเป็นแผลจากไม้จิ้มฟัน เป็นอุทาหรณ์ว่า บาดแผลเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันก็ไม่ควรถูกมองข้าม โดยเฉพาะแผลลึก แผลปนเปื้อน หรือแผลที่ตามมาด้วยอาการผิดปกติของกล้ามเนื้อและการหายใจ
สิ่งสำคัญคือดูแลความสะอาดของบาดแผล ใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดช่องปากอย่างระมัดระวัง และตรวจสอบประวัติวัคซีนบาดทะยักของตนเองอยู่เสมอ เพราะการป้องกันตั้งแต่ต้นปลอดภัยกว่าการรอให้อาการรุนแรงแล้วค่อยรักษา
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี