ไม่ใช่เซ็กซ์! แพทย์เผย 5 พฤติกรรม "พังไต" เร็วที่สุด ข้อแรกเชื่อว่าทุกคนเคยทำ

เลิกโทษเรื่องบนเตียง! แพทย์เฉลยเอง 5 พฤติกรรม "ทำลายไต" เร็วที่สุด คือเรื่องใกล้ตัวที่คนทำทุกวัน
ในกลุ่มผู้ชายจำนวนมากมักมีความกังวลว่า ความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสุขภาพของไต โดยเชื่อว่าการมีกิจกรรมทางเพศบ่อยเกินไปจะนำไปสู่ภาวะไตวายในที่สุด ทว่าในทางการแพทย์ ความเชื่อดังกล่าวเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่?
นายหวัง อายุ 52 ปี (ผู้ป่วยชาวจีน) เกิดความวิตกกังวลหลังจากตรวจร่างกายประจำปีแล้วพบว่าค่าการทำงานของไตบางตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ทำให้เขานึกถึงคำเตือนที่ได้ยินมานานว่า "ผู้ชายยิ่งมีเพศสัมพันธ์บ่อย ไตจะยิ่งเสื่อมเร็ว" ซึ่งในความเป็นจริง อาการเหนื่อยล้า ปวดหลัง หรือปัสสาวะขัดหลังจากกิจกรรมทางเพศที่ถี่เกินไปนั้น เกิดจากร่างกายอ่อนเพลียชั่วคราวและการสูญเสียน้ำ ไม่ใช่เพราะเซลล์ไตถูกทำลายโดยตรง
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะและศัลยศาสตร์ระบุว่า อาการเหนื่อยล้าหลังการมีเพศสัมพันธ์บ่อย ๆ เป็นเพียงผลกระทบทางอ้อมจากภาวะร่างกายขาดการพักผ่อน แต่ "ฆาตกรเงียบ" ที่ทำลายเนื้อเยื่อไตจนนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรังที่แท้จริง คือ 5 พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่หลายคนละเลย ดังต่อไปนี้
5 พฤติกรรมอันตรายทำลายไตในชีวิตประจำวัน
1. การกลั้นปัสสาวะเป็นประจำ
พฤติกรรมนี้พบได้บ่อยในกลุ่มพนักงานออฟฟิศ คนขับรถ หรือผู้ที่มีภารกิจรัดตัว เมื่อกระเพาะปัสสาวะถูกยืดขยายเป็นเวลานาน แรงดันภายในจะเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ปัสสาวะบางส่วนอาจไหลย้อนกลับขึ้นไปที่ท่อไตและไต นอกจากนี้ ปัสสาวะที่ค้างอยู่นานยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแบคทีเรีย นำไปสู่โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะและกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน
2. การดื่มน้ำน้อยเกินไป
คนส่วนใหญ่มักรอให้รู้สึกกระหายน้ำก่อนจึงจะดื่ม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าร่างกายเริ่มขาดน้ำแล้ว เมื่อปริมาณน้ำในร่างกายไม่เพียงพอ การไหลเวียนของเลือดไปยังไตจะลดลง ส่งผลกระทบต่อกระบวนการกรองและขับของเสีย น้ำมูกและปัสสาวะจะมีความเข้มข้นสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตและการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะอย่างมีนัยสำคัญ
3. บริโภคอาหารรสจัด โปรตีนสูง และดื่มแอลกอฮอล์บ่อยครั้ง
การรับประทานเนื้อแดง เครื่องในสัตว์ และอาหารทะเลในปริมาณมากควบคู่กับการดื่มเบียร์หรือเหล้า จะทำให้เกิดกรดยูริก (Uric Acid) ในร่างกายสูงขึ้นจากการเผาผลาญสารพิวรีน ขณะเดียวกันแอลกอฮอล์จะไปลดประสิทธิภาพการขับกรดยูริกของไต เมื่อกรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานาน ผลึกยูเรตจะเข้าไปตกตะกอนในเนื้อเยื่อไต ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง รวมถึงการกินเค็มจัดที่ทำให้ความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคไตเรื้อรัง
4. การซื้อยาแก้ปวดและอาหารเสริมมารับประทานเอง
แพทย์โรคไตเตือนว่า มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไตพังจากการซื้อยากินเองในระยะยาว โดยเฉพาะยาแก้ปวดกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ซึ่งมีฤทธิ์ลดการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงไต ทำลายหน่วยไตโดยตรง รวมถึงการรับประทานอาหารเสริม ยาสมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์บำรุงไตที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานอย่างถูกต้อง
5. ภาวะอดนอนและนอนดึกเรื้อรัง
การนอนหลับน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืนติดต่อกันเป็นเวลานาน จะส่งผลให้ระบบนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythms) รวน เพิ่มฮอร์โมนความเครียด และส่งผลกระทบต่อระบบควบคุมความดันโลหิต ซึ่งจะเข้าไปทำลายหลอดเลือดฝอยขนาดเล็กภายในไต (Glomerulus) อย่างเงียบ ๆ โดยที่ผู้ป่วยจะไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ จนกระทั่งประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลงอย่างรุนแรง
- พิษร้ายกว่าไก่ทอด! แพทย์เตือน "น้ำมัน" แบบที่หลายบ้านใช้ กินไปเสี่ยงหัวใจวาย-อัมพฤกษ์
- เดินเท้าเปล่าในบ้าน "ได้ประโยชน์" หรือ "ให้โทษ" คำตอบจากหมอที่อาจทำให้คุณแปลกใจ!
3 สัญญาณเตือนล่วงหน้าเมื่อ "ไต" เริ่มมีปัญหา
เนื่องจากโรคไตมักดำเนินโรคอย่างเงียบ ๆ ในระยะแรก จึงควรสังเกตอาการผิดปกติดังต่อไปนี้เพื่อเข้าพบแพทย์ได้ทันท่วงที:
-
ปัสสาวะมีฟองหนาแน่นและคงอยู่นาน หรือสีของปัสสาวะเข้มผิดปกติ
-
มีอาการบวมน้ำบริเวณเปลือกตา ใบหน้า หรือขาทั้งสองข้าง โดยเฉพาะหลังตื่นนอนตอนเช้า
-
ปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน หรือมีความดันโลหิตสูงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ

อัลบั้มภาพ 5 ภาพ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


