อึ้ง! เผยภาพถ่ายลำไส้ สาวกินยาระบาย 4 ปี "วันละ 800 เม็ด" ลดน้ำหนัก จนหวิดดับ

อุทาหรณ์ หญิงวัย 27 ปี ลดน้ำหนักด้วยยาระบาย เกินขนาด ถึงวันละ 800 เม็ด อาการวิกฤต หวิดดับ จนต้องตัดลำไส้
วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 มีรายงานเคสผู้หญิงชาวจีนวัย 27 ปี จากเซี่ยงไฮ้ที่ใช้ยาระบายผิดวิธีต่อเนื่องนานถึง 4 ปี โดยมีการบริโภคสูงสุดถึงวันละ 800 เม็ด จนกระทั่งระบบทางเดินอาหารของเธอเสียหายอย่างรุนแรง และต้องเข้ารับการผ่าตัดลำไส้ใหญ่บางส่วนทิ้ง
เริ่มต้นจากความกังวลเรื่องน้ำหนัก
ผู้ป่วยหญิงรายนี้มีอาการท้องผูกเรื้อรัง และมีความกังวลเรื่องการควบคุมน้ำหนัก เธอจึงเริ่มใช้ยาเม็ดลดน้ำหนักที่มีส่วนผสมหลักเป็น บิซาโคดิล ซึ่งเป็นยาระบายกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้
ในช่วงแรก ยาเพียง 1 เม็ดต่อวันก็สามารถบรรเทาอาการท้องผูกได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปผลจากยาลดลง ทำให้เธอเพิ่มปริมาณยาเรื่อย ๆ จากวันละ 1 เม็ดเป็น 5, 10, 100 และในที่สุดถึง 800 เม็ดต่อวันก่อนเข้ารับการรักษา

ผลกระทบรุนแรงต่อร่างกาย
การใช้ยาระบายมากเกินไปส่งผลให้ร่างกายเสียสมดุล ผู้ป่วยไม่สามารถขับถ่ายได้หากไม่ใช้ยา มีอาการบวมน้ำ อ่อนเพลีย และปัสสาวะลดลงอย่างชัดเจน ระดับครีอะตินีนในเลือดสูงเกิน 300 ไมโครโมล/ลิตร สะท้อนถึงการทำงานของไตที่เสื่อมลงอย่างรุนแรง
เมื่อเข้ารักษา แพทย์พบว่าผู้ป่วยมีภาวะทุพโภชนาการ ค่า BMI เพียง 16.5 และเกลือแร่ในเลือดไม่สมดุล โดยมีระดับโพแทสเซียมและโซเดียมต่ำกว่าปกติ การเคลื่อนไหวของลำไส้ผิดปกติขั้นรุนแรง ทำให้ต้องผ่าตัดลำไส้ใหญ่ผ่านกล้องเพื่อตัดส่วนที่เสียหายและเชื่อมต่อส่วนปลายเข้ากับลำไส้ตรง

ฟื้นฟูหลังผ่าตัด
ปัจจุบันผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูการขับถ่ายได้ด้วยตนเอง และค่าการทำงานของไตเริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องอยู่ในการฟื้นฟูร่างกายต่อเนื่อง

คำเตือนจากแพทย์
นพ.เฉิน ฉีอี้ จากโรงพยาบาลประชาชนหมายเลข 10 เซี่ยงไฮ้ ชี้ว่า การใช้ยาระบายเพื่อควบคุมน้ำหนักถือเป็นความเข้าใจผิดที่อันตราย เพราะร่างกายดูดซึมแคลอรีหลักจากลำไส้เล็ก ในขณะที่ยาระบายออกฤทธิ์เฉพาะลำไส้ใหญ่ การลดน้ำหนักที่เกิดขึ้นจริงเป็นเพียงการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ชั่วคราว
แพทย์เตือนว่า การลดน้ำหนักควรอาศัยอาหารสมดุล การออกกำลังกาย และการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ หากมีอาการท้องผูกรุนแรงหรือพึ่งพายาเกินขนาด ควรปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันความเสียหายต่ออวัยวะภายใน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี