ทำงานไม่เป็นอะไร พอวันหยุดทีไรปวดหัว! หมอเฉลยต้นเหตุลึกลับ เกิดจาก "น้ำโปรด" ที่ดื่ม
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1978/9892354/newnewnewnewnewnewnew-thumbna.jpgทำงานไม่เป็นอะไร พอวันหยุดทีไรปวดหัว! หมอเฉลยต้นเหตุลึกลับ เกิดจาก "น้ำโปรด" ที่ดื่ม

ทำงานไม่เป็นอะไร พอวันหยุดทีไรปวดหัว! หมอเฉลยต้นเหตุลึกลับ เกิดจาก "น้ำโปรด" ที่ดื่ม

แชร์เรื่องนี้

แพทย์เผยสาเหตุทำไม "หยุดกินกาแฟ" เสาร์-อาทิตย์ แล้วปวดหัวแทบระเบิด

วันหยุดทีไรปวดหัวระเบิด! สาวออฟฟิศงงวันทำงานไม่เป็นอะไร หมอตรวจเจอ "โรคฮิตคนติดกาแฟ"

วันธรรมดาตื่นมาทำงานด้วยความกระปรี้กระเปร่า แต่พอถึงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ทีไรกลับต้องนอนซมเพราะปวดหัวแทบระเบิด? เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับหญิงสาวรายหนึ่งในมณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน ที่ต้องเผชิญกับอาการปวดหัวอย่างรุนแรง คลื่นไส้ และอาเจียนทุกครั้งเมื่อถึงวันหยุด ทว่าพอวันจันทร์เวียนกลับมาเธอกลับหายเป็นปลิดทิ้งจนน่าประหลาดใจ เมื่อไปพบแพทย์และตรวจเช็กอย่างละเอียด จึงได้พบความจริงว่า ตัวการที่ทำร้ายเธอคือ "กาแฟ" เครื่องดื่มที่ใครหลายคนขาดไม่ได้ในทุก ๆ วันนั่นเอง

ต่อมปวดหัวทำงานเฉพาะวันหยุด: อาการลึกลับที่หายไปในวันจันทร์

สำนักข่าวท้องถิ่นรายงานว่า นางเจิ้ง หญิงสาวผู้มีอาการดังกล่าว เล่าว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เธอต้องทรมานกับอาการปวดหัวข้างเดียว (ไมเกรน) ทุกครั้งที่ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยอาการปวดจะกระจุกตัวอยู่บริเวณขมับซับซ้อนข้างซ้าย มีความรู้สึกเหมือนเส้นเลือดเต้นตุบ ๆ ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน และไวต่อเสียงรอบข้างเป็นพิเศษ แต่ที่น่าแปลกคือ พอวันจันทร์ที่ต้องไปทำงาน อาการปวดหัวเหล่านั้นกลับหายวับไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น

เธอจึงตัดสินใจเข้าพบแพทย์ที่แผนกประสาทวิทยา โรงพยาบาลประชาชนมณฑลเจ้อเจียง (สาขาเยว่เฉิง) พร้อมให้ข้อมูลว่า เธอเป็นคนทำงานหนักและมีความเครียดสูง จึงติดนิสัยดื่มกาแฟเพื่อกระตุ้นความสดชื่นมานานเกือบ 10 ปี โดยในช่วงวันทำงานปกติ เธอจะดื่มกาแฟวันละ 2 แก้วเป็นประจำ ส่วนในวันหยุดเธอมักจะดื่มน้อยลงเหลือเพียงวันละแก้ว จนกระทั่งเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เธอเห็นว่าเป็นวันหยุดพักผ่อน ไม่จำเป็นต้องรีบปั่นงาน จึงตัดสินใจ "งดดื่มกาแฟในวันหยุดโดยเด็ดขาด" และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอเริ่มปวดหัวอย่างรุนแรง

ในตอนแรกเธอคิดว่าเป็นเพียงอาการปวดหัวธรรมดา จึงเลือกที่จะทานยาแก้ปวดเพื่อประทังอาการ แต่มันกลับไม่ดีขึ้นเลย จนกระทั่งสามีทนดูไม่ไหวบังคับให้มาโรงพยาบาล ซึ่งหลังจากซักประวัติอย่างละเอียด นพ.หลิน เกาผิง หัวหน้าแพทย์แผนกประสาทวิทยา ได้วินิจฉัยว่า อาการของนางเจิ้งคืออาการ "ปวดหัวจากการถอนคาเฟอีน" (Caffeine Withdrawal Headache) แบบคลาสสิก

กลไกทางวิทยาศาสตร์: ทำไมการหยุดดื่มกาแฟถึงทำให้ปวดหัว?

หมอหลินได้อธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ว่า ในสมองของมนุษย์เราจะมีโครงสร้างที่เรียกว่า "ตัวรับอะดีโนซีน" (Adenosine Receptors) ซึ่งตามปกติสารอะดีโนซีนจะวิ่งเข้ามาเกาะที่ตัวรับนี้เพื่อส่งสัญญาณให้ร่างกายรู้ว่าเหนื่อยล้าและอยากพักผ่อน แต่เนื่องจากโครงสร้างโมเลกุลของ "คาเฟอีน" มีความคล้ายคลึงกับสารอะดีโนซีนมาก เมื่อเราดื่มกาแฟ คาเฟอีนจึงวิ่งเข้าไปแย่งพื้นที่เกาะตัวรับเหล่านั้นก่อน ส่งผลให้เราดึงความสดชื่นกลับมาและไม่รู้สึกง่วงนอนนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราดื่มกาแฟในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน สมองจะปรับตัวด้วยการสร้างตัวรับอะดีโนซีนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อรองรับสาร และทันทีที่เรา "หยุดดื่มกาแฟกะทันหัน" สารอะดีโนซีนจำนวนมหาศาลที่ตกค้างจะวิ่งเข้าจู่โจมและเกาะตัวรับที่เพิ่มขึ้นพร้อม ๆ กัน ส่งผลให้หลอดเลือดในสมองเกิดการขยายตัวอย่างรุนแรง และกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนตามมา ซึ่งนี่คือภาวะที่เรียกกันทั่วไปว่า "อาการลงแดงกาแฟ" (Caffeine Withdrawal)

แพทย์ระบุว่า อาการปวดหัวประเภทนี้มักจะเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่หยุดดื่มกาแฟเท่านั้น และในบางราย หากได้รับคาเฟอีนเข้าไปเติมในปริมาณที่เหมาะสม อาการปวดหัวก็จะบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนหยุดปุ๊บปวดปั๊บ แต่บางคนอาจจะต้องใช้เวลาสะสมระยะหนึ่งเหมือนนางเจิ้ง อาการถึงจะระเบิดออกมาในวันหยุด

ถอนกาแฟอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ปวดหัวทรมาน?

หลังจากได้รับคำแนะนำจากแพทย์ นางเจิ้งได้เปลี่ยนวิธีพฤติกรรมโดยใช้ "วิธีค่อย ๆ ลดปริมาณกาแฟลง" แทนการหักดิบหยุดดื่มในทันที ซึ่งช่วยให้อาการปวดหัวของเธอค่อย ๆ ทุเลาลงและหายไปในที่สุด โดยหมอหลินได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการลดหรือเลิกกาแฟไว้ดังนี้:

  • ใช้วิธีลดแบบค่อยเป็นค่อยไป (Gradual Reduction): แนะนำให้ลดปริมาณการดื่มลงทีละ 1/4 แก้ว หรือครึ่งแก้วในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายและหลอดเลือดในสมองค่อย ๆ ปรับตัวต่อระดับคาเฟอีนที่เปลี่ยนแปลง

  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ: ในช่วงที่ลดกาแฟ ควรดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ เพื่อช่วยทดแทนภาวะขาดน้ำ

  • นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่: ควรนอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูตามธรรมชาติ

  • ทานอาหารกลุ่มบำรุงระบบประสาท: เน้นทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 1 และแมกนีเซียม เช่น ขนมปังโฮลวีต ถั่วเปลือกแข็ง และผักใบเขียวเข้ม

  • ออกกำลังกายเบา ๆ: การเดินเล่น เล่นโยคะ หรือวิ่งเหยาะ ๆ จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและลดความตึงเครียดได้ดี

คำเตือนเรื่องยาแก้ปวด

แพทย์ได้เน้นย้ำถึงความเข้าใจผิด 2 สุดโต่งของผู้ป่วยโรคปวดหัว คือกลุ่มที่ "ยอมอดทนกลืนความเจ็บปวดโดยไม่ยอมทานยา" กับกลุ่มที่ "พึ่งพาและทานยาแก้ปวดมากเกินไป" ซึ่งหากเราทานยาแก้ปวดบ่อยและมากเกินไป สารเคมีในยาอาจจะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดอาการ "ปวดศีรษะจากการใช้ยาเกินขนาด" (Medication Overuse Headache - MOH) ซึ่งจะส่งผลให้มีอาการปวดหัวถี่ขึ้นและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น หากมีอาการปวดหัวเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องดีที่สุด

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :ctwant