วิจัยโลกเฉลย ผู้หญิง vs ผู้ชาย ใบหน้าใคร "ดึงดูดกว่า" แล้วทำไมสมองชอบคนหน้ากลม?

วิจัยโลกเฉลย ผู้หญิง vs ผู้ชาย ใบหน้าใคร "ดึงดูดกว่า" แล้วทำไมสมองชอบคนหน้ากลม?

วิจัยโลกเฉลย ผู้หญิง vs ผู้ชาย ใบหน้าใคร "ดึงดูดกว่า" แล้วทำไมสมองชอบคนหน้ากลม?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หนุ่ม ๆ มีซึม! เผยงานวิจัยระดับโลกชี้ใบหน้าผู้หญิงดึงดูดกว่าผู้ชาย เผยเหตุผลทำไมสมองชอบคนหน้ากลม

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพศหญิงมักจะถูกขนานนามว่าเป็น "เพศที่งดงาม" (The Fairer Sex) เสมอมา และในวันนี้แนวคิดดังกล่าวได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากโลกวิทยาศาสตร์แล้ว หลังจากสถาบันแมกซ์พลังค์เพื่อสุนทรียศาสตร์เชิงทดลอง (Max Planck Institute for Empirical Aesthetics) ประเทศเยอรมนี ได้เปิดเผยผลวิจัยล่าสุดที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก โดยยืนยันว่ามีความแตกต่างด้านสุนทรียภาพทางหน้าตา ระหว่างสองเพศอย่างชัดเจน กล่าวคือ ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือวัฒนธรรมใด เพศหญิงมีลักษณะทางกายภาพใบหน้าที่ดึงดูดสายตามากกว่าเพศชาย

การศึกษาในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในงานวิจัยที่ใหญ่ที่สุด โดยทีมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจาก 52 ผลการศึกษา ใน 76 ประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างฐานข้อมูลความดึงดูดใจของใบหน้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 30,000 คน ที่ทำการประเมินใบหน้าจำนวน 17,000 ใบหน้า รวมกว่า 1.5 ล้านครั้ง นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อสรุปว่า คะแนนเฉลี่ยความดึงดูดใจของใบหน้าผู้หญิงนั้น สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของผู้ชายถึงกว่าร้อยละ 60

เบื้องหลังการให้คะแนน: ผู้หญิงมองผู้หญิงด้วยกันสวยที่สุด

สำนักข่าวเดลีสตาร์ (Daily Star) รายงานคำสัมภาษณ์ของ ดร.วาซิลีวิทสกี หนึ่งในทีมวิจัยที่ยอมรับว่า สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดในการศึกษาข้ามวัฒนธรรมครั้งนี้ ไม่ใช่การที่ผู้ชายชอบมองผู้หญิงสวย แต่เป็นพฤติกรรมการประเมินคะแนนของกลุ่มตัวอย่างเพศหญิง ข้อมูลระบุว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงให้คะแนนความดึงดูดใจแก่ใบหน้าของผู้หญิงด้วยกันสูงที่สุดในบรรดาทุกกลุ่ม ในทางกลับกัน คะแนนที่พวกเธอให้แก่ใบหน้าของเพศชายกลับอยู่ในระดับต่ำที่สุด

แนวโน้มที่ "แม้แต่ผู้หญิงก็ยังมองว่าผู้หญิงด้วยกันดูดีกว่า" นี้ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับรสนิยมทางเพศแต่อย่างใด เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นกลุ่มตัวอย่างที่เป็นรักต่างเพศ รักร่วมเพศ หรือรักสองเพศ ต่างก็มีความเห็นตรงกันว่าใบหน้าของเพศหญิงมีความดึงดูดใจมากกว่า จุดเดียวที่คะแนนเฉลี่ยของทั้งสองเพศมีความใกล้เคียงกันคือ ตอนที่กลุ่มตัวอย่างทำการประเมินคะแนนหน้าตาของตนเองเท่านั้น

การค้นพบนี้ได้จุดชนวนการถกเถียงทางชีววิทยาที่มีมานานนับศตวรรษตั้งแต่สมัยของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) บิดาแห่งทฤษฎีวิวัฒนาการ โดยดาร์วินเคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ในโลกของสัตว์ แผงคอที่สง่างามของสิงโตหรือขนที่ฉูดฉาดของนกยูงตัวผู้มีไว้เพื่อดึงดูดเพศเมียในการสืบพันธุ์ แต่ในมนุษย์กลับตรงกันข้าม รูปลักษณ์ภายนอกของผู้หญิงมีความดึงดูดใจมากกว่า ขณะที่ผู้ชายมักจะใช้ปัจจัยด้านความมั่นคง อำนาจ หรือการแข่งขันในการดึงดูดเพศตรงข้าม ซึ่งผลวิจัยในปัจจุบันได้เข้ามาช่วยสนับสนุนสมมติฐานนี้

เหตุผลทางโครงสร้างใบหน้า และช่วงอายุที่ความเหลื่อมล้ำจะหมดไป

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ใบหน้าของเพศชายได้รับคะแนนความดึงดูดใจน้อยกว่า? ทีมวิจัยระบุว่า ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับโครงสร้างกระดูกใบหน้า โดยเฉลี่ยแล้ว ใบหน้าของผู้ชายจะมีลักษณะเป็นเหลี่ยมและมีมุมชัดเจน ขณะที่ใบหน้าของผู้หญิงจะมีความกลมมนมากกว่า ซึ่งผลการประเมินชี้ให้เห็นว่า สมองของมนุษย์มักจะเชื่อมโยง "ใบหน้าที่กลมมน" เข้ากับความรู้สึกพึงพอใจเนื่องจากมีลักษณะคล้ายคลึงกับใบหน้าของเด็กทารก ซึ่งกระตุ้นสัญชาตญาณความเอ็นดูตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม เพศชายไม่จำเป็นต้องกังวลกับความเหลื่อมล้ำทางรูปลักษณ์นี้มากจนเกินไป เพราะความแตกต่างด้านคะแนนความงดงามจะไม่ได้คงอยู่ตลอดไป งานวิจัยพบว่าข้อได้เปรียบทางใบหน้าของเพศหญิงจะเริ่มลดลงอย่างคงที่ตามอายุที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุ 18 ปีเป็นต้นไป และความแตกต่างทางสถิตินี้จะหมดไปโดยสิ้นเชิงเมื่อมนุษย์ก้าวเข้าสู่วัย 80 ปี

ดร.วาซิลีวิทสกี อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า เมื่ออายุมากขึ้น โครงสร้างใบหน้าของทั้งชายและหญิงจะเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงจนมีความคล้ายคลึงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมช่องว่างความต่างทางรูปลักษณ์ระหว่างเพศ จึงสลายไปเมื่อเข้าสู่วัยชรา

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล