เมื่อเกิดพายุฟ้าคะนอง! ทุกคนต้อง "หยุดทำ" 4 สิ่งนี้ทันที แม้จะหลบอยู่ในบ้านก็ตาม

ไขข้อข้องใจเรื่องฟ้าผ่า! เผย 8 ความเข้าใจผิดอันตราย และ 4 สิ่งที่ต้องหยุดทำทันทีแม้หลบอยู่ภายในบ้าน
สายฟ้าคือหนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงที่สุด โดยสายฟ้าเพียงเส้นเดียวสามารถนำพาประจุไฟฟ้าได้มากกว่า 300 ล้านโวลต์ และมีอุณหภูมิสูงจนสามารถหลอมละลายโลหิตหรือโลหะให้กลายเป็นไอได้ในพริบตา ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์โดยตรง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากลัวกว่าอานุภาพของฟ้าผ่า คือ "ความรู้สึกปลอดภัยแบบผิด ๆ" ที่เกิดจากความเชื่อต่อ ๆ กันมา จนนำไปสู่การปฏิบัติตนที่เสี่ยงอันตราย ต่อไปนี้คือการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความเข้าใจผิดเรื่องฟ้าผ่าเพื่อการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง
4 สิ่งที่ต้องหยุดทำทันทีเมื่อเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง แม้จะอยู่ในบ้าน
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุข้อมูลที่น่าสนใจว่า 1 ใน 3 ของผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ฟ้าผ่าเกิดขึ้นภายในอาคาร เนื่องจากกระแสไฟจากฟ้าผ่าสามารถเดินทางผ่านระบบสายไฟ ท่อน้ำประปา และโครงสร้างโลหะของสิ่งปลูกสร้างได้ ดังนั้น เมื่อเกิดพายุฟ้าคะนอง ประชาชนที่อยู่ภายในบ้านควรหยุดกิจกรรมเหล่านี้ทันที:
-
การอาบน้ำ
-
การล้างจาน
-
การซักผ้า
-
การใช้งานโทรศัพท์บ้านแบบมีสาย หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังเสียบปลั๊กชาร์จไฟอยู่
8 ความเข้าใจผิดยอดฮิตเกี่ยวกับ "ฟ้าผ่า" และข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ความเข้าใจผิดที่ 1: อยู่ในบ้านแล้วจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์
-
ข้อเท็จจริง: ไม่ปลอดภัยทั้งหมด หากคุณยังทำกิจกรรมที่สัมผัสกับระบบน้ำหรือระบบไฟตามที่กล่าวไว้ข้างต้น เนื่องจากกระแสไฟฟ้าแรงสูงสามารถไหลผ่านโครงสร้างนำไฟฟ้าภายในบ้านเข้ามาทำอันตรายได้
ความเข้าใจผิดที่ 2: ฟ้าจะไม่ผ่าซ้ำสองในสถานที่เดิม
-
ข้อเท็จจริง: ผิดโดยสิ้นเชิง ฟ้าผ่าสามารถเกิดขึ้นซ้ำในจุดเดิมได้เสมอหากพื้นที่นั้นมีปัจจัยทางกายภาพที่เอื้ออำนวย ตัวอย่างเช่น ตึกเอ็มไพร์สเตตในนครนิวยอร์ก ถูกฟ้าผ่าเฉลี่ยปีละ 20–25 ครั้ง และในบางครั้งอาจถูกผ่าซ้ำหลายครั้งในระหว่างพายุลูกเดียว การไปยืนใกล้สิ่งปลูกสร้างสูงใหญ่เพราะคิดว่าฟ้าผ่าไปแล้วจึงปลอดภัย เป็นเรื่องที่อันตรายมาก
ความเข้าใจผิดที่ 3: การสวมใส่เครื่องประดับโลหะทำให้ถูกฟ้าผ่าได้ง่ายขึ้น
-
ข้อเท็จจริง: ไม่เป็นความจริง เครื่องประดับชิ้นเล็ก ๆ เช่น ต่างหู สร้อยคอ หรือกำไล ไม่ได้มีแรงดึงดูดสายฟ้า ปัจจัยที่กำหนดตำแหน่งฟ้าผ่าคือ ความสูง ความโดดเด่นของวัตถุ และความสามารถในการนำไฟฟ้าของเส้นทางลงสู่พื้นดิน ทว่า หากคุณถูกฟ้าผ่าในขณะที่สวมโลหะ โลหะเหล่านั้นจะกลายเป็นตัวนำความร้อนและกระแสไฟฟ้าที่ดีมาก ส่งผลให้เกิดบาดแผลไหม้พุพองที่รุนแรงกว่าปกติ ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำเมื่อเกิดพายุคือการเข้าที่ร่ม ไม่ใช่การเสียเวลาถอดเครื่องประดับ
ความเข้าใจผิดที่ 4: ถ้าฝนไม่ตก แปลว่าจะไม่มีฟ้าผ่า
-
ข้อเท็จจริง: เป็นความเชื่อที่อันตราย สายฟ้าสามารถผ่าลงมาจากกลุ่มเมฆที่อยู่ห่างออกไปได้ไกลถึง 40 กิโลเมตร แม้ว่าจุดที่คุณยืนอยู่จะยังมีแดดออกและไม่มีฝนตกก็ตาม ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "ฟ้าผ่าจากฟ้าหลง" หรือฟ้าผ่ากลางแดด ซึ่งเกิดขึ้นจริง ดังนั้น สัญญาณเตือนที่ต้องเฝ้าระวังไม่ใช่สายฝน แต่เป็นเสียงฟ้าร้อง หากได้ยินเสียงฟ้าร้องแสดงว่าคุณอยู่ในระยะที่สายฟ้าสามารถผ่าลงมาถึงได้แล้ว
ความเข้าใจผิดที่ 5: นอนราบไปกับพื้นผิวโลกเพื่อหลบฟ้าผ่า
-
ข้อเท็จจริง: เป็นวิธีที่ผิด เมื่อเกิดฟ้าผ่าลงสู่พื้น กระแสไฟฟ้าจะกระจายตัวออกไปตามพื้นผิวโลกในรัศมีรอบ ๆ การนอนราบไปกับพื้นจะเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวของร่างกายในการสัมผัสกับกระแสไฟฟ้าที่ไหลอยู่บนดิน ส่งผลให้กระแสไฟไหลผ่านร่างกายได้มากกว่าเดิม
-
ท่าทางที่ถูกต้อง: ให้นั่งยันเท้าชิดกัน ก้มศีรษะลง นำมือทั้งสองข้างปิดหู และให้เหลือเพียงปลายเท้าเท่านั้นที่สัมผัสพื้น เพื่อลดพื้นที่การสัมผัสกับพื้นดินให้เหลือน้อยที่สุด
ความเข้าใจผิดที่ 6: หลบพายุในเต็นท์สนามหรือศาลาไม้ไม้ระแนงก็ปลอดภัย
-
ข้อเท็จจริง: เต็นท์ผ้าใบหรือศาลาไม้ขนาดเล็กที่ไม่มีระบบสายดินอย่างถูกต้อง ไม่สามารถป้องกันกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าได้เลย สถานที่ที่ปลอดภัยคืออาคารคอนกรีตเสริมเหล็กที่มั่นคงแข็งแรง หรือภายในรถยนต์ส่วนบุคคลที่เป็นโครงสร้างหลังคาโลหะและปิดกระจกมิดชิด
ความเข้าใจผิดที่ 7: ห้ามแตะต้องตัวผู้ถูกฟ้าผ่าเพราะยังมีกระแสไฟฟ้ารั่วไหล
-
ข้อเท็จจริง: ความเข้าใจผิดนี้ทำให้เกิดความสูญเสียโดยไม่จำเป็น ในความเป็นจริง ร่างกายของผู้ถูกฟ้าผ่าจะไม่มีกระแสไฟฟ้าหลงเหลืออยู่หลังจากการผ่าสิ้นสุดลง คุณสามารถและจำเป็นต้องเข้าช่วยเหลือปฐมพยาบาลทันที โดยเฉพาะผู้ป่วยที่หมดสติและหัวใจหยุดเต้น การทำซีพีอาร์หรือการปั๊มหัวใจอย่างทันท่วงทีคือกุญแจสำคัญในการยื้อชีวิต
ความเข้าใจผิดที่ 8: ยืนหลบใต้ต้นไม้ใหญ่ปลอดภัยเพราะเราไม่ใช่จุดที่สูงที่สุด
-
ข้อเท็จจริง: ต้นไม้ใหญ่มีส่วนประกอบของน้ำอยู่ภายในลำต้นจำนวนมาก จึงเป็นตัวนำไฟฟ้าลงสู่พื้นดินได้ดีเยี่ยม เมื่อฟ้าผ่าลงที่ต้นไม้ กระแสไฟจะไหลลงมาตามเปลือกไม้และกระจายออกสู่พื้นดินรอบ ๆ ตัวโคนต้น ผู้ที่ไปยืนหลบอยู่ใต้ต้นไม้จึงมีโอกาสสูงที่จะได้รับอันตรายจากกระแสไฟที่วิ่งตามพื้นผิวหรือประกายไฟที่กระเด็นออกมา
แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อความปลอดภัย
-
น้ำและสายฟ้าคือสิ่งอันตรายสูงสุด: เมื่อฟ้าผ่าลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำหรือทะเลสาบ กระแสไฟฟ้าจะแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้างทั่วน้ำ คุณจึงไม่จำเป็นต้องถูกฟ้าผ่าโดยตรงก็สามารถได้รับอันตรายจนเสียชีวิตได้ หากพบสัญญาณพายุในขณะที่ว่ายน้ำอยู่ ให้รีบขึ้นฝั่งทันที
-
ถอดปลั๊กอุปกรณ์เครื่องจูงใจไฟฟ้าก่อนพายุมาถึง: แผงกันไฟกระชากทั่วไปไม่สามารถต้านทานแรงดันไฟระดับร้อยล้านโวลต์จากฟ้าผ่าได้ วิธีการปกป้องเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่ดีที่สุดคือการถอดปลั๊กออกทั้งหมดก่อนที่พายุจะพัดถล่ม
-
หลบในรถยนต์อย่างถูกวิธี: การอยู่ภายในรถยนต์ที่มีหลังคาเป็นโลหะถือว่าปลอดภัยเนื่องจากตัวถังรถจะทำหน้าที่เป็นกรงฟาราเดย์ที่นำกระแสไฟฟ้าให้ไหลอ้อมผ่านตัวถังลงสู่พื้นดินโดยไม่ทำอันตรายต่อคนข้างใน แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องปิดกระจกให้สนิทและห้ามสัมผัสกับส่วนที่เป็นโครงสร้างโลหะภายในรถเด็ดขาด

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี