หมอเตือนแล้วนะ! อาบน้ำหลังทำ "สิ่งนี้" ฤดูร้อนเสี่ยงช็อก-ฮีทสโตรก ตายกะทันหันได้
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
- เตือนภัยสายขี้ร้อน! เผยเหตุผลทำไมห้ามราดน้ำเย็นทันทีหลังตากแดด เสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน-ดับกะทันหัน
ในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัดจนอุณหภูมิพุ่งสูง การอาบน้ำถือเป็นวิธีกำจัดความร้อนที่หลายคนเลือกใช้ทันทีที่กลับถึงบ้าน ทว่าในมุมมองของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกลับพบว่า มีพฤติกรรมการอาบน้ำรูปแบบหนึ่งที่คนจำนวนมากนิยมทำ แต่กลับแฝงไปด้วยความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และภาวะหัวใจวายเฉียบพลันถึงขั้นเสียชีวิตได้
พฤติกรรมอันตรายที่กล่าวถึงคือ "การอาบน้ำทันทีหลังจากเพิ่งเดินตากแดดหรือกลับมาจากที่กลางแจ้งร้อน ๆ" โดย นพ.เหวียน ฮุย ฮว่าง (Dr. Nguyen Huy Hoang) สมาชิกสมาคมเวชศาสตร์ใต้น้ำและไฮเปอร์บาริกแห่งเวียดนาม อธิบายว่า ร่างกายของมนุษย์มีระบบควบคุมอุณหภูมิแกนกลางที่ละเอียดอ่อนมากเพื่อรักษาอุณหภูมิให้อยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส เมื่อเราอยู่ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด ระบบหมุนเวียนโลหิตจะเปิดใช้งานกลไกทำให้ร่างกายเย็นลงทันที โดยหลอดเลือดใต้ผิวหนังจะขยายตัวเพื่อระบายความร้อน ต่อมเหงื่อขับเหงื่อออกมาอย่างหนัก และหัวใจต้องเต้นเร็วและแรงขึ้นเพื่อรักษาความดันโลหิตและปริมาณการไหลเวียนของเลือดให้คงที่ ซึ่งเท่ากับว่าระบบหลอดเลือดและหัวใจในขณะนั้นกำลังทำงานหนักและมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิรอบตัวเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้น การราดน้ำเย็นเข้าสู่ร่างกายทันทีในขณะที่ตัวยังร้อนจัด จึงส่งผลให้ร่างกายตกอยู่ในภาวะ "ช็อกความเย็น" (Cold Shock) อุณหภูมิผิวที่ลดลงอย่างกะทันหันจะไปกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก ให้หลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน (Adrenaline) เข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หลอดเลือดที่กำลังขยายตัวอยู่นั้นหดตัวลงอย่างเฉียบพลัน ความดันโลหิตจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดแรงดันมหาศาลต่อผนังหลอดเลือด ซึ่งในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดเปราะบางหรือมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว สภาวะนี้อาจรุนแรงถึงขั้นทำให้ หลอดเลือดสมองแตก (เลือดออกในสมอง) หรือกระตุ้นให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจนเสียชีวิตทันที
อันตรายซ้ำซ้อน: ความเสี่ยงจาก "ลิ่มเลือดอุดตัน" และ "ช็อกความร้อน"
นอกเหนือจากการผันผวนของความดันโลหิตแล้ว การอาบน้ำเย็นทันทีหลังตากแดดยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิด "ลิ่มเลือดอุดตัน" อีกด้วย เนื่องจากร่างกายที่อยู่กลางแดดเป็นเวลานานจะสูญเสียน้ำในปริมาณมากผ่านทางเหงื่อ ส่งผลให้เลือดมีความหนืดและเข้มข้นกว่าปกติ เมื่อถูกกระตุ้นด้วยน้ำเย็นจนหลอดเลือดหดตัวลงกะทันหัน กระแสการไหลเวียนของเลือดจะช้าลงอย่างมาก กลายเป็นสภาวะที่เอื้อต่อการจับตัวของลิ่มเลือด ซึ่งหากลิ่มเลือดนี้หลุดไปอุดตันที่สมอง จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน
ยิ่งไปกว่านั้น น้ำเย็นยังส่งสัญญาณ "หลอก" ระบบควบคุมอุณหภูมิของสมอง โดยเมื่อผิวสัมผัสความเย็น สมองจะเข้าใจว่าร่างกายกำลังหนาว จึงสั่งการให้ลดการขับเหงื่อและหดหลอดเลือดเพื่อกักเก็บความร้อน ส่งผลให้ความร้อนสะสมภายในร่างกายไม่สามารถระบายออกมาได้ และกักตัวอยู่ตามอวัยวะภายใน จนนำไปสู่ภาวะ ช็อกความร้อน (Heat Stroke) ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง หน้ามืด เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ และอาจส่งผลทำลายเซลล์สมองหากแก้ไขไม่ทันท่วงที
กลุ่มเสี่ยงอันตรายที่ไม่ควรทำเด็ดขาด
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่า พฤติกรรมการอาบน้ำที่ผิดวิธีนี้จะส่งผลกระทบร้ายแรงเป็นพิเศษในกลุ่มบุคคลดังต่อไปนี้:
-
ผู้สูงอายุ: โครงสร้างหลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น จึงเกิดการฉีกขาดหรือบาดเจ็บได้ง่ายเมื่อความดันโลหิตสวิงขึ้นลงอย่างรวดเร็ว
-
เด็กเล็ก: ระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดภาวะช็อกความร้อนได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่
-
ผู้มีโรคประจำตัว: กลุ่มโรคหัวใจ, โรคเบาหวาน, โรคหลอดเลือดแดงแข็ง หรือโรคหอบหืด (เนื่องจากน้ำเย็นจัดสามารถกระตุ้นให้หลอดลมเกิดการหดเกร็ง ส่งผลให้หายใจติดขัด แน่นหน้าอก และเกิดอาการหอบหืดเฉียบพลันได้)
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่เร็วเกินไปร่วมกับการสูญเสียแร่ธาตุทางเหงื่อ อาจทำให้เกิดอาการตะคริวรุนแรงและเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มในห้องน้ำ ทั้งนี้ แพทย์ยังเตือนรวมไปถึงพฤติกรรมการคลายร้อนที่เป็นอันตรายอื่น ๆ เช่น การดื่มน้ำแข็งปริมาณมากอย่างรวดเร็ว, การนั่งจ่อหน้าพัดลมจังหวะแรงสุด หรือการเดินเข้าห้องแอร์ที่เปิดอุณหภูมิต่ำจัดทันทีในขณะที่ร่างกายยังร้อน
แนวทางการอาบน้ำอย่างปลอดภัยในช่วงหน้าร้อน
เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อภาวะช็อกและอันตรายต่อระบบหลอดเลือด แพทย์แนะนำให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้:
-
พักปรับอุณหภูมิร่างกาย: หลังกลับมาจากกลางแจ้ง ห้ามอาบน้ำทันที แต่ให้นั่งพักในที่ร่มหรือห้องที่มีอากาศถ่ายเทประมาณ 20–30 นาที เพื่อให้อุณหภูมิร่างกายลดลงตามธรรมชาติ
-
ซับเหงื่อและจิบน้ำ: ใช้ผ้าขนหนูลายซับเหงื่อให้แห้ง และค่อย ๆ จิบน้ำสะอาดเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำก่อนเริ่มอาบน้ำ
-
ปรับอุณหภูมิน้ำ: ควรใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นปานกลาง หลีกเลี่ยงการใช้น้ำที่เย็นจัด
-
เริ่มอาบจากล่างขึ้นบน: วิธีการอาบที่ถูกต้องคือ ให้ราดน้ำทำความสะอาดจากบริเวณเท้า ไล่ขึ้นมาที่แกนขา ข้อมือ แขน และลำตัว เพื่อให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับตัว หลีกเลี่ยงการราดน้ำเย็นลงบนศีรษะโดยตรงเป็นอันดับแรก
-
ควบคุมเวลา: ไม่ควรใช้เวลาอาบน้ำนานเกินไป โดยเฉลี่ยควรอยู่ที่ประมาณ 15–20 นาที หลังจากอาบเสร็จให้เช็ดตัวให้แห้งสนิททันที
หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในภาวะเหนื่อยล้าทางร่างกายอย่างรุนแรง เพิ่งเสร็จสิ้นการออกกำลังกายหนัก หรือเป็นผู้ป่วยโรคหัวใจ แนะนำให้ใช้วิธีนำผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ดตามร่างกายแทนการอาบน้ำทันที
- ทำไมคู่รัก "ไม่ควร" อาบน้ำด้วยกัน? เปิด 3 เหตุผลหลัก ที่คนมีประสบการณ์เท่านั้นถึงจะเข้าใจ!!
- หมอย้ำเตือน "อาบน้ำ-ล้างหน้า-สระผม" ต้องเรียงลำดับยังไง รู้ไว้ไม่เสี่ยงโรคทางสมอง!

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี