กูรูยกให้ "ปลา 1 ชนิด" เป็นราชาปลาที่แข็งแกร่งที่สุด! ช่วยดูแลหัวใจ สมอง และกระดูก

กูรูยกให้ "ปลา 1 ชนิด" เป็นราชาปลาที่แข็งแกร่งที่สุด! ช่วยดูแลหัวใจ สมอง และกระดูก

กูรูยกให้ "ปลา 1 ชนิด" เป็นราชาปลาที่แข็งแกร่งที่สุด! ช่วยดูแลหัวใจ สมอง และกระดูก
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

นักโภชนาการยกให้ "ปลาแซลมอน" เป็นราชาปลาที่แข็งแกร่งที่สุด! 4 ประโยชน์ดีๆ ที่ช่วยดูแลหัวใจ สมอง และกระดูก

ปลาเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญในโภชนาการเพื่อสุขภาพ แต่หลายคนอาจสงสัยว่าปลาชนิดใดที่ควรกินมากที่สุด? นักโภชนาการหลายคนได้ยืนยันว่า "ปลาแซลมอน" ได้รับการยกย่องให้เป็น "ราชาปลาที่แข็งแกร่งที่สุด" เนื่องจากมีความหนาแน่นทางโภชนาการสูง โดยอุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพและกรดไขมันโอเมก้า-3 ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันโรคเรื้อรัง แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพของหัวใจ สมอง และกระดูกอย่างครบถ้วน

ประโยชน์ของปลาแซลมอน

ในปลาแซลมอนมีกรดไขมันโอเมก้า-3 ชนิด DHA และ EPA ซึ่งเป็นสารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ การศึกษาพบว่า การบริโภคกรดไขมันเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ลดการอักเสบ และลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด

4 ประโยชน์ที่ช่วยดูแลหัวใจ สมอง และกระดูก

  • ดูแลหัวใจ: โอเมก้า-3 ช่วยควบคุมความดันโลหิตและระดับไขมันในเลือด เพื่อปกป้องสุขภาพหัวใจ
  • ต้านการอักเสบ: เนื้อปลาแซลมอนมีสารแอสตาแซนธินที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบเรื้อรัง
  • ส่งเสริมสุขภาพสมอง: โอเมก้า-3 ช่วยรักษาโครงสร้างและการทำงานของสมอง เมื่อร่วมกับวิตามินดี, ซีลีเนียม, และสังกะสี ช่วยเสริมสร้างความจำและความสามารถในการรับรู้
  • เสริมสร้างกระดูก: วิตามินดีในปลาแซลมอนช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม ซึ่งช่วยเสริมความหนาแน่นของกระดูก หากกินปลาแซลมอนกระป๋องพร้อมกับกระดูกปลา จะยิ่งช่วยเสริมแคลเซียมได้ดีขึ้น

ปลาแซลมอนยังไม่ใช่ตัวเลือกเดียว

นอกจากปลาแซลมอนแล้ว นักโภชนาการยังแนะนำให้บริโภคปลาชนิดอื่นๆ ในกลุ่ม "SMASH" เช่น ปลาซาร์ดีน, ปลามัคเคอเรล, ปลาซาร์ดีน, และปลาซาร์เดน ซึ่งปลากลุ่มนี้มีกรดไขมันโอเมก้า-3 และมีปริมาณโลหะหนักต่ำ จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการบริโภคในชีวิตประจำวัน

iStockphoto

วิธีการปรุงอาหารให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ในการปรุงอาหาร นักโภชนาการเตือนว่า วิธีการปรุงสามารถมีผลต่อการคงรักษาคุณค่าทางโภชนาการ แนะนำให้เลือกการปรุงด้วยการอบ, นึ่ง, ต้ม หรือทอดด้วยอุณหภูมิสูงต่ำและใช้กระเทียมและมะนาวเพื่อเพิ่มรสชาติ การปรุงแบบนี้จะช่วยคงรสชาติและประโยชน์ทางโภชนาการของปลาไว้ ในขณะที่การทอดด้วยอุณหภูมิสูงจะทำลายกรดไขมันโอเมก้า-3 และเพิ่มแคลอรีที่ไม่จำเป็น ควรหลีกเลี่ยง

นอกจากนี้ องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) แนะนำให้ผู้ใหญ่บริโภคปลา 2-3 มื้อต่อสัปดาห์ โดยเลือกปลาที่มีระดับโลหะหนักต่ำและมีโอเมก้า-3 สูง อย่างไรก็ตาม นักโภชนาการยังย้ำว่า การรับประทานอาหารควรมีความหลากหลายและสมดุลเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากแหล่งโปรตีนต่างๆ

แหล่งอ้างอิง

  1. ETtoday
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล