นอนไม่หลับ ต้นเหตุอาจมาจาก "แปรงฟัน" ทันตแพทย์บอกนิสัยผิดๆ ที่ควรเลิกทำ

นอนไม่หลับ ต้นเหตุอาจมาจาก "แปรงฟัน" ทันตแพทย์บอกนิสัยผิดๆ ที่ควรเลิกทำ

นอนไม่หลับ ต้นเหตุอาจมาจาก "แปรงฟัน" ทันตแพทย์บอกนิสัยผิดๆ ที่ควรเลิกทำ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

นอนไม่หลับ ต้นเหตุอาจมาจาก "แปรงฟัน" ทันตแพทย์บอกนิสัยการดูแลช่องปากผิดๆ ที่ควรเลิกทำ

การแปรงฟันก่อนล้มตัวลงนอนกลายเป็นสิ่งที่หลายคนทำจนเป็นความชินบริบท แต่หากมองในมุมของสุขภาพช่องปากและคุณภาพการนอนหลับ ช่วงเวลาก่อนนอนไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการทำความสะอาดฟัน

นายแพทย์อิน ปิง (Yin Ping) รองผู้อำนวยการแผนกทันตกรรม โรงพยาบาลเซียงหย่า มหาวิทยาลัยเซ็นทรัลเซาท์ ให้ข้อมูลผ่านสื่อ Life Times ว่านิสัยการรอจนถึงเวลาใกล้เข้านอนแล้วค่อยแปรงฟัน ส่งผลเสียต่อผู้ที่มีปัญหาหลับยาก เนื่องจากแรงกระตุ้นจากการแปรงฟันและส่วนประกอบในยาสีฟันอาจทำให้สมองตื่นตัวจนนอนไม่หลับ

ทำไมไม่ควรแปรงฟันทันที "ก่อนนอน"

ผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นถึงเหตุผลสำคัญที่การแปรงฟันช้าเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อร่างกาย ดังนี้

  • ไล่ความง่วง: กิจกรรมในการแปรงฟันและรสสัมผัสที่เย็นสดชื่นจาก "เมนทอล" ในยาสีฟัน จะเข้าไปกระตุ้นประสาทให้ตื่นตัว ทำให้ความง่วงที่สะสมมาทั้งวันหายไปและทำให้นอนหลับได้ยากขึ้น
  • แบคทีเรียสะสมนานเกินไป: หากมื้อเย็นกับเวลาแปรงฟันห่างกันถึง 4-5 ชั่วโมง เศษอาหารที่ตกค้างจะกลายเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียชั้นดี การปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปจึงทำลายสุขภาพช่องปากมากกว่าที่คิด

ข้อแนะนำ: ควรแปรงฟันหลังมื้ออาหารประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้ร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับการพักผ่อน และหลังแปรงฟันแล้วไม่ควรรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลอีก

นอกจากนี้ ไม่แนะนำให้แปรงฟัน "ทันที" หลังรับประทานอาหารเสร็จ เพราะผลการศึกษาพบว่าหลังกินอาหาร ช่องปากจะมีสภาวะเป็นกรด (pH ต่ำลง) ซึ่งทำให้แร่ธาตุที่เคลือบฟันอ่อนตัวลง การแปรงฟันในช่วงนี้จะชะล้างแร่ธาตุเหล่านั้นออกไป ทางที่ดียิ่งคือควรรอให้สภาวะในช่องปากกลับสู่สมดุลในเวลาประมาณ 30 นาทีเสียก่อน

อันตรายจากการละเลยสุขภาพช่องปากต่อร่างกาย

นายแพทย์หวัง เซียว (Wang Xiao) หัวหน้าแผนกทันตกรรม โรงพยาบาลแห่งที่สามของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เตือนว่าการแปรงฟันไม่สะอาดไม่ได้ส่งผลแค่ฟันผุ แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอันตรายทั่วร่างกาย

  1. โรคหัวใจและหลอดเลือด: งานวิจัยจากสหรัฐฯ ที่ติดตามผลกว่า 6 ปี พบว่าโรคเหงือกอักเสบเรื้อรังเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจถึง 24-35% เนื่องจากเชื้อโรคสามารถซึมผ่านกระแสเลือดไปทำให้หลอดเลือดอักเสบและเกิดลิ่มเลือดได้
  2. ระดับน้ำตาลในเลือด: ผู้ที่เป็นโรคเหงือกมักจะมีระดับน้ำตาลที่ควบคุมยากกว่าปกติ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน การรักษาโรคเหงือกจะช่วยให้การคุมน้ำตาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  3. สมองเสื่อมถอย: วารสาร Neurology ระบุว่าโรคเหงือกสัมพันธ์กับการฝ่อของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส โดยการสูญเสียฟันเพียง 1 ซี่เนื่องจากปัญหาเหงือก เทียบเท่ากับสมองที่แก่ตัวลงถึง 1 ปี

5 จุดพลาดที่ทำให้การแปรงฟันไม่ได้ผล

ดร. ปราวีน ชาร์มา (Dr. Praveen Sharma) ผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ได้สรุปข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่มักทำจนทำร้ายฟันโดยไม่รู้ตัว

  • เน้นจำนวนครั้งแต่ขาดคุณภาพ: การแปรงฟันที่ดีต้องครอบคลุมทุกซี่ ทั้งด้านนอก ด้านใน และด้านเคี้ยว โดยเฉพาะบริเวณ "ร่องเหงือก" ซึ่งเป็นจุดสะสมของคราบจุลินทรีย์มากที่สุด
  • บ้วนน้ำจนเกลี้ยงปาก: การบ้วนน้ำหลายๆ ครั้งหลังแปรงฟันจะชะล้าง "ฟลูออไรด์" ออกไป วิธีที่ถูกต้องคือถ่มฟองทิ้งแล้วทิ้งระยะเวลาสักพักค่อยบ้วนน้ำ เพื่อให้ฟลูออไรด์ทำหน้าที่เคลือบฟันได้เต็มที่
  • ยาสีฟันแพงไม่ใช่คำตอบ: หัวใจสำคัญคือต้องมี "ฟลูออไรด์" ในปริมาณที่เพียงพอ ส่วนราคานั้นไม่มีผลต่อประสิทธิภาพพื้นฐานในการป้องกันฟันผุ
  • ไม่แปรงลิ้น: ลิ้นเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นปากและส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ
  • ใช้แปรงจนบาน: ขนแปรงที่บานจะเก็บสะสมเชื้อโรคและทำความสะอาดได้ไม่ดีพอ ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุกๆ 3 เดือน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล