5 อาหาร "ศัตรูหัวใจ" ยิ่งกินยิ่งทำลายหลอดเลือด ของอร่อยเต็มไปด้วยอันตราย

5 อาหาร "ศัตรูหัวใจ" ยิ่งกินยิ่งทำลายหลอดเลือด ของอร่อยเต็มไปด้วยอันตราย

5 อาหาร "ศัตรูหัวใจ" ยิ่งกินยิ่งทำลายหลอดเลือด ของอร่อยเต็มไปด้วยอันตราย
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

5 อาหาร "ศัตรูหัวใจ" ยิ่งกินยิ่งทำลายหลอดเลือด ภัยเงียบจากเมนูโปรดที่ต้องระวัง

โรคหัวใจและหลอดเลือดไม่ใช่เรื่องไกลตัว และมักไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่เป็นผลพวงจากการสะสมพฤติกรรมการกินในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอาหารยอดฮิตหลายชนิดที่รสชาติอร่อยและหาซื้อง่าย กลับแฝงไปด้วยอันตรายที่พร้อมจะทำลายระบบหลอดเลือดและบั่นทอนการทำงานของหัวใจในระยะยาว

นายแพทย์อนุสิทธิ์ ทัฬหสิริเวทย์ อายุรแพทย์หัวใจ จากโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ได้ให้คำแนะนำว่า การเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงแต่งรสชาติจัดจ้านเกินไป ไม่ว่าจะเป็น หวาน มัน หรือเค็ม ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพหัวใจโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่าพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

1. เนื้อสัตว์แปรรูป: แหล่งรวมโซเดียมและสารก่อมะเร็ง

อาหารจำพวกไส้กรอก เบคอน แฮม และหมูยอ คือศัตรูตัวฉกาจของหลอดเลือด ข้อมูลจาก Harvard T.H. Chan School of Public Health ระบุว่าการรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปเพียง 50 กรัมต่อวัน สามารถเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ถึง 42%

  • โซเดียมสูง: ทำให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้น หัวใจต้องทำงานหนักเพื่อสูบฉีดเลือด
  • ไขมันอิ่มตัว: ก่อให้เกิดการอักเสบในหลอดเลือดและเพิ่มระดับคอเลสเตอรอล
  • สารกันบูด: มีสารประกอบไนเตรตที่อาจส่งผลเสียต่อความยืดหยุ่นของหลอดเลือด

2. อาหารทอดและไขมันทรานส์: ระเบิดเวลาในหลอดเลือด

ไก่ทอด เฟรนช์ฟรายส์ และเบเกอรี่สำเร็จรูปที่ใช้มาการีน มักอุดมไปด้วยไขมันทรานส์ (Trans Fat) และไขมันอิ่มตัว สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) เตือนว่าไขมันทรานส์เป็นไขมันชนิดที่เลวร้ายที่สุดสำหรับหัวใจ

  • ทำลายสมดุลคอเลสเตอรอล: เพิ่มระดับไขมันเลว (LDL) และลดระดับไขมันดี (HDL) อย่างชัดเจน
  • เร่งคราบไขมัน: ทำให้เกิดการสะสมของพลาค (Plaque) ในผนังหลอดเลือด นำไปสู่ภาวะหลอดเลือดตีบตัน

3. เครื่องดื่มรสหวาน: ต้นเหตุของภาวะดื้ออินซูลิน

น้ำอัดลม ชานมไข่มุก หรือน้ำผลไม้แต่งกลิ่น มีน้ำตาลอิสระ (Free Sugars) ในปริมาณมหาศาล มูลนิธิหัวใจแห่งสหราชอาณาจักร (BHF) ชี้ให้เห็นว่าการบริโภคน้ำตาลมากเกินไปไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องน้ำหนักตัว แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบหัวใจ

  • ไตรกลีเซอไรด์พุ่ง: น้ำตาลที่เกินความต้องการจะถูกตับเปลี่ยนเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด
  • ปัจจัยเสี่ยงต่อเนื่อง: ก่อให้เกิดโรคอ้วนและเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หลอดเลือดหัวใจเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

4. อาหารเค็มจัดและโซเดียมแฝง

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง และของหมักดอง คือแหล่งโซเดียมมหาศาล โดยคนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงกว่าที่ร่างกายต้องการเกือบ 2 เท่า

  • ภาวะความดันโลหิตสูง: โซเดียมที่มากเกินไปจะดึงน้ำเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น ทำให้แรงดันในหลอดเลือดสูงขึ้น
  • หัวใจโต: เมื่อความดันสูงเรื้อรัง กล้ามเนื้อหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นจนอาจเกิดภาวะหัวใจโตและหัวใจล้มเหลวตามมา

5. คาร์โบไฮเดรตขัดสี: พลังงานส่วนเกินที่กลายเป็นไขมัน

ข้าวขาว ขนมปังขาว และแป้งขัดขาวต่างๆ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงกะทันหัน (Spike)

  • การอักเสบระดับเซลล์: การพุ่งขึ้นของน้ำตาลบ่อยครั้งกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในระบบหลอดเลือด
  • ไขมันสะสมในช่องท้อง: เพิ่มความเสี่ยงของภาวะลงพุง ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

ปรับเปลี่ยนการกินเพื่อหัวใจที่แข็งแรง

การเริ่มต้นดูแลหัวใจทำได้ทันทีในมื้ออาหารถัดไป โดยเน้นหลักการ "ลด หวาน มัน เค็ม" และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดังนี้:

  1. เพิ่มใยอาหาร: เน้นผักใบเขียว ผลไม้รสไม่หวาน และธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต
  2. เลือกโปรตีนคุณภาพ: เปลี่ยนจากเนื้อแดงแปรรูปมาเป็น ปลา ถั่วขาว หรืออกไก่
  3. ใช้น้ำมันดี: เลือกใช้น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันถั่วเหลืองในปริมาณที่เหมาะสม
  4. อ่านฉลากโภชนาการ: ตรวจสอบปริมาณโซเดียมและน้ำตาลก่อนซื้อสินค้าทุกครั้ง

สรุปคือ การควบคุมอาหารไม่ได้หมายถึงการอด แต่คือการเลือกสิ่งที่ "ใช่" ให้กับร่างกาย เพื่อให้หัวใจและหลอดเลือดมีอายุการใช้งานที่ยาวนานและห่างไกลจากโรคร้าย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล