ด้านมืดของอะโวคาโด ฉายา "เพชรเปื้อนเลือด" ผลไม้ยอดนิยมที่แลกด้วยชีวิตและน้ำตา

ด้านมืดของอะโวคาโด ฉายา "เพชรเปื้อนเลือด" ผลไม้ยอดนิยมที่แลกด้วยชีวิตและน้ำตา

ด้านมืดของอะโวคาโด ฉายา "เพชรเปื้อนเลือด" ผลไม้ยอดนิยมที่แลกด้วยชีวิตและน้ำตา
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เบื้องหลังความอร่อยของ อะโวคาโด ผลไม้สีเขียวที่แลกมาด้วยเลือดและคราบน้ำตา

ท่ามกลางกระแสการดูแลสุขภาพที่แพร่หลายไปทั่วโลก "อะโวคาโด" กลายเป็นสัญลักษณ์ของอาหารคลีนและวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ แต่ในอีกด้านหนึ่งของโลก โดยเฉพาะในรัฐมิชัวกัง ประเทศเม็กซิโก ผลไม้ชนิดนี้ถูกขนานนามว่า เพชรเปื้อนเลือด (The blood diamonds of Mexico) ซึ่งมาพร้อมกับเรื่องราวการนองเลือด การข่มขู่กรรโชกทรัพย์ และการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและสังคม จากองค์กรสิทธิมนุษยชนมักให้ความกังวลว่าเบื้องหลังภาพลักษณ์ที่สวยงามในอินสตาแกรม คือความทุกข์ระทมของเกษตรกรท้องถิ่น จากรายงานของสื่อต่างประเทศอย่าง Mongabay และการสืบสวนในปี 2024 พบว่าบริษัทส่งออกรายใหญ่บางแห่งมีความเชื่อมโยงกับการรับซื้อผลผลิตจากพื้นที่ที่บุกรุกป่าอย่างผิดกฎหมายในเม็กซิโก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มผู้มีอิทธิพลควบคุมอยู่

อะโวคาโดกับอิทธิพลมืดในเม็กซิโก

เม็กซิโกส่งออกอะโวคาโดมากกว่า 2.4 ล้านตันต่อปี โดยพื้นที่หลักอยู่ในรัฐมิชัวกัง ความมั่งคั่งมหาศาลนี้ดึงดูดกลุ่มคาร์เทล (Cartel) หรือองค์กรอาชญากรรม เช่น กลุ่ม Jalisco New Generation Cartel ให้หันมาควบคุมธุรกิจอะโวคาโดแทนการค้ายาเสพติดแบบเดิม กลุ่มอาชญากรเหล่านี้เข้าควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ดังนี้

  • เรียกเก็บเงินค่าคุ้มครองจากเกษตรกรและโรงแพ็กผลไม้
  • ข่มขู่และลักพาตัวสมาชิกในครอบครัวเกษตรกรหากไม่ยอมจ่ายเงิน
  • ยึดครองที่ดินและสังหารเจ้าของที่ดินเพื่อเข้าสวมสิทธิ์ในสวนอะโวคาโด

เกษตรกรรายหนึ่งเล่าว่าพวกเขาต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก หากไม่ยอมจ่ายเงิน สวนอาจถูกเผา หรือสมาชิกในครอบครัวอาจถูกสังหาร ความรุนแรงนี้ทำให้ชุมชนหลายแห่งต้องจับอาวุธขึ้นมาป้องกันตนเองเพื่อรักษาอาชีพและชีวิตของพวกเขาไว้

ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและการสูญเสียป่าไม้

ข้อมูลจาก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในระดับท้องถิ่นระบุว่า ระหว่างปี 2018 ถึง 2023 มีพื้นที่ป่ามากกว่า 30,000 เฮกตาร์ในมิชัวกังถูกทำลายอย่างผิดกฎหมาย เพื่อเปลี่ยนเป็นสวนอะโวคาโดเชิงเดี่ยว ต้นสนที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของผีเสื้อจักรพรรดิและนกท้องถิ่นหายไป แทนที่ด้วยต้นอะโวคาโดที่ปลูกขึ้นอย่างผิดกฎหมายโดยขาดการควบคุม

นอกจากนี้ อะโวคาโดยังเป็นพืชที่ "กระหายน้ำ" อย่างมาก โดยเฉลี่ยแล้วการผลิตอะโวคาโดเพียงครึ่งกิโลกรัมต้องใช้น้ำถึง 320 ลิตร หรือเทียบเท่ากับการกดชำระโถส้วมถึง 12 ครั้ง การดึงน้ำมาใช้ในสวนอะโวคาโดส่งผลให้แม่น้ำหลายสายเหือดแห้ง และชุมชนขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด

แรงงานและการกดขี่ในอุตสาหกรรม

จากการรายงานของ กระทรวงแรงงานเม็กซิโก ในปี 2019 พบว่ามีการละเมิดค่าจ้างอย่างแพร่หลายในภาคการเกษตร รวมถึงอะโวคาโด แรงงานเก็บเกี่ยวส่วนใหญ่ได้รับค่าจ้างเพียง 8-10 ดอลลาร์ต่อวัน โดยไม่มีสวัสดิการหรือประกันสุขภาพ นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ยังได้ระบุรายชื่ออะโวคาโดจากเม็กซิโกในรายงานสินค้าที่ผลิตโดยการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ

แม้แต่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา แรงงานในไร่อะโวคาโดซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติต้องทำงานภายใต้ความร้อนจัดและการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ผลการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมอร์เซด (UC Merced) ในปี 2022 พบว่าแรงงานเกษตรเกือบ 60% ในเซ็นทรัลแวลลีย์ เข้าไม่ถึงน้ำดื่มสะอาดระหว่างการทำงาน

ทางออกสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจ

เราควรเลิกกินอะโวคาโดหรือไม่? คำตอบอาจไม่ใช่การเลิกกินโดยเด็ดขาด แต่เป็นการเลือกบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรยั่งยืน แนะนำแนวทางปฏิบัติคือ เลือกซื้ออะโวคาโดที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน เช่น Regenerative Organic Certified หรือจากกลุ่มสหกรณ์การค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) และสนับสนุนผลผลิตในท้องถิ่นที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาได้

การเข้าใจเรื่องราวเบื้องหลังผลไม้ที่คุณโปรดปราน จะช่วยให้เรากลายเป็นผู้บริโภคที่รู้เท่าทัน และมีส่วนช่วยกดดันให้อุตสาหกรรมหันมาให้ความสำคัญกับจริยธรรมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

แหล่งปลูกอะโวคาโดในประเทศไทย

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่าประเทศไทยมีการส่งเสริมการปลูกอะโวคาโดอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและพื้นที่สูง ซึ่งกลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญภายใต้สโลแกน "TAK CITY OF AVOCADO" ในจังหวัดตาก

แหล่งปลูกสำคัญในประเทศไทยมีดังนี้:

  • จังหวัดตาก: โดยเฉพาะอำเภอพบพระ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกขนาดใหญ่ มีสายพันธุ์เด่นอย่าง "พบพระ 08" และพันธุ์แฮสส์ (Hass)
  • จังหวัดเชียงใหม่: พื้นที่โครงการหลวงหลายแห่ง เช่น ดอยอ่างขาง และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ
  • จังหวัดเชียงราย: พื้นที่สูงในอำเภอแม่สาย และอำเภอแม่ฟ้าหลวง
  • จังหวัดเพชรบูรณ์: โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเขาค้อ ซึ่งมีการเปิดตัวสายพันธุ์ "เพชรเขาค้อ 1072"
  • จังหวัดอื่นๆ: เช่น เลย (ภูเรือ), นครราชสีมา (ปากช่อง), และกาญจนบุรี (สังขละบุรี)
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล