ลดน้ำหนักด้วย "ผลไม้" เดือนเดียวหายไป 10 กก. ผลลัพธ์เหมือนจะดี สุดท้ายจบที่ไอซียู

ลดน้ำหนักด้วย "ผลไม้" เดือนเดียวหายไป 10 กก. ผลลัพธ์เหมือนจะดี สุดท้ายเลือดเป็นกรดจบที่ไอซียู
ในปัจจุบันโรคเบาหวานมีแนวโน้มพบในกลุ่มคนอายุน้อยลงเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่พิถีพิถันเกินไป ภาวะโรคอ้วน และไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป นายแพทย์หลิน อี้ซิน (Dr. Lin Yixin) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม ได้แชร์เคสผู้ป่วยหญิงวัย 40 ปีที่มีรูปร่างท้วมเล็กน้อย เธอต้องการลดน้ำหนักจึงเลือกรับประทานเกือบเฉพาะผลไม้ในมื้อเช้าและมื้อเที่ยง แม้จะลดน้ำหนักได้ถึง 10 กิโลกรัมภายในหนึ่งเดือน แต่สุขภาพกลับทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว เมื่อตรวจเช็กพบน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 600 mg/dL และป่วยเป็นภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันที่อันตรายถึงชีวิต
เบาหวานในคนรุ่นใหม่: กรรมพันธุ์บวกไลฟ์สไตล์เพิ่มความเสี่ยงสูง
นายแพทย์หลิน อี้ซิน เปิดเผยในรายการสุขภาพว่า สาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกรรมพันธุ์และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกัน ข้อมูลสถิติระบุว่าหากทั้งพ่อและแม่เป็นเบาหวาน ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงถึง 70% และแม้ว่าจะเป็นเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ความเสี่ยงก็ยังสูงเกือบ 40%
อย่างไรก็ตาม โรคนี้อาจไม่ได้แสดงอาการทันทีในช่วงวัยรุ่น แต่ความเสี่ยงจะสะสมและเพิ่มสูงขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตที่ทำร้ายสุขภาพ ซึ่งเป็นตัวเร่งให้โรคแสดงอาการเร็วขึ้น
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
ลดความอ้วนด้วยผลไม้ทำน้ำตาลพุ่งสูง จนเกิดภาวะ "เลือดเป็นกรดจากคีโตน"
ผู้ป่วยหญิงรายนี้ตัดสินใจลดน้ำหนักโดยเชื่อว่าการกินผลไม้คือวิธีที่สุขภาพดีที่สุด เธอรับประทานผลไม้กล่องใหญ่เป็นมื้อเช้า และมื้อเที่ยงก็งดสั่งข้าวกล่องแต่เลือกกินผลไม้แทน ซึ่งมีความหลากหลายถึง 7 ชนิดต่อวัน แม้น้ำหนักจะลดลงอย่างรวดเร็วถึง 10 กิโลกรัมใน 1 เดือน แต่เธอกลับรู้สึกว่าร่างกายแย่ลงเรื่อยๆ จนกระทั่งผลตรวจร่างกายเผยให้เห็นความจริงที่น่าตกใจ
นายแพทย์หลินระบุว่า ค่าระดับน้ำตาลในเลือดของเธอสูงถึง 600 mg/dL ซึ่งเกินกว่าค่าปกติไปมหาศาล แม้ผลไม้จะมีสารอาหารมากมายแต่ก็เต็มไปด้วย "น้ำตาลฟรุกโทส" (Fructose) หากบริโภคในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับผู้ป่วยมีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน การกินอาหารที่ผิดวิธีจึงไปกระตุ้นยีนที่แฝงอยู่จนกลายเป็นภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันที่เรียกว่า "ภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน" (Diabetic Ketoacidosis: DKA) ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 15%
ภาวะวิกฤตที่ต้องลงเอยในห้อง ICU
ภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตนเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยหญิงรายนี้ถูกส่งตัวเข้าห้องผู้ป่วยหนัก (ICU) ทันทีเพื่อรับการเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 2-3 วัน โดยต้องรับการรักษาด้วยอินซูลิน การเสริมน้ำเข้าร่างกาย และการควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด
แม้ว่าเธอจะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ในภายหลัง แต่เธอยังคงต้องฉีดอินซูลินต่อไปเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการใช้ชีวิตประจำวัน นายแพทย์หลินจึงฝากเตือนเป็นอุทาหรณ์ว่าการลดน้ำหนักที่ผิดวิธีอาจนำมาซึ่งโรคร้ายที่รักษาไม่หายไปตลอดชีวิต
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี