ผัก 1 ชนิด ใช้แก้เมาค้างสมัยกรีกโบราณ ปัจจุบันคือซูเปอร์ฟู้ดบำรุงตับ ขับสารพิษ

ผัก 1 ชนิด ใช้แก้เมาค้างสมัยกรีกโบราณ ปัจจุบันคือซูเปอร์ฟู้ดบำรุงตับ ขับสารพิษ

ผัก 1 ชนิด ใช้แก้เมาค้างสมัยกรีกโบราณ ปัจจุบันคือซูเปอร์ฟู้ดบำรุงตับ ขับสารพิษ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ผัก 1 ชนิด ใช้แก้เมาค้างสมัยกรีกโบราณ ยุคปัจจุบันเป็นอาหารบำรุงตับชั้นยอด ขับสารพิษในร่างกาย

ปัญหาอาการเมาค้างหรือแฮงค์อยู่คู่กับมนุษย์มาทุกยุคสมัย แม้แต่นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่อย่างอริสโตเติลก็ยังเคยบันทึกวิธีรับมือเอาไว้ แต่เคล็ดลับจากอดีตที่ส่งต่อกันมานับพันปีจะช่วยให้หายทรมานได้จริงหรือเป็นเพียงความเชื่อ

พิสูจน์ความเชื่อ "หนามยอกเอาหนามบ่ง" และเครื่องรางโบราณ

หลายคนยังเชื่อในทฤษฎีการดื่มซ้ำเพื่อแก้แฮงค์ แต่ ดร. แอนดรูว์ โชลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชวิทยา ยืนยันว่าวิธีนี้เป็นเพียงการเลื่อนเวลาความเจ็บปวดออกไปเท่านั้น เพราะอาการเมาค้างที่แท้จริงจะเริ่มขึ้นเมื่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือดลดลงจนเป็นศูนย์ การดื่มเพิ่มจึงเป็นการทำร้ายสุขภาพในระยะยาว

นอกจากกะหล่ำปลีแล้ว ชาวโบราณยังมีวิธีแปลกๆ อีกมากมาย เช่น การสวม พวงมาลัยใบมะกอก (Alexandrian Laurel) เพื่อลดอาการปวดหัว หรือการสวมแหวน หินอเมทิสต์ ที่ชื่อมีความหมายว่า "ไม่เมา" เพื่อป้องกันผลข้างเคียงจากการดื่มหนัก แต่ในทางวิทยาศาสตร์พบว่าวิธีเหล่านี้ไม่สามารถลดระดับสารพิษในร่างกายได้จริง

กะหล่ำปลี: ตำราอริสโตเติล

อริสโตเติลมองว่าไวน์มีสภาวะ "ร้อนและชื้น" ซึ่งหากดื่มมากเกินไปจะทำให้ร่างกายเสียสมดุล เขาจึงแนะนำให้ใช้ กะหล่ำปลี ที่มีสภาวะเย็นเข้ามาช่วยแก้ทาง โดยในยุคนั้นเชื่อว่าน้ำกะหล่ำปลีมีคุณสมบัติในการชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้ได้ดี

ตามตำราโบราณระบุว่า น้ำจากกะหล่ำปลีจะช่วยดึงของเหลวจากไวน์ที่ยังไม่ย่อยสลายลงสู่กระเพาะส่วนล่าง ในขณะที่เนื้อกะหล่ำปลีจะช่วยระบายความร้อนในร่างกายส่วนบน ทำให้สารพิษถูกขับออกทางปัสสาวะ และช่วยให้อาการเมาค้างทุเลาลงอย่างรวดเร็ว

กะหล่ำปลี: งานวิจัยในยุคปัจจุบัน

กะหล่ำปลีถือเป็นซูเปอร์ฟู้ดราคาประหยัดที่มีส่วนช่วยในการ บำรุงตับ อย่างดีเยี่ยม ด้วยสารประกอบทางธรรมชาติที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ขจัดพิษในร่างกาย

สารกูลตาไธโอนธรรมชาติ ตัวช่วยสำคัญของตับ

ในกะหล่ำปลีมีสารที่เรียกว่า "ไอโซไทโอไซยาเนต" (Isothiocyanates) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยตับผลิตเอนไซม์สำหรับล้างสารพิษ (Detoxification) นอกจากนี้ยังมีกูลตาไธโอน (Glutathione) ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์ตับจากการถูกทำลาย

การรับประทานกะหล่ำปลีเป็นประจำจึงเปรียบเสมือนการช่วยตับขจัดสารพิษและโลหะหนักออกจากร่างกายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิตามินซีและวิตามินเคที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และลดการอักเสบภายในเนื้อเยื่อตับได้อีกด้วย

กะหล่ำปลีกับบทบาท "ผู้ช่วยลดไขมันพอกตับ"

สำหรับผู้ที่มีความกังวลเรื่องไขมันพอกตับ กะหล่ำปลีคือทางเลือกที่ดีเนื่องจากมีใยอาหารสูงและแคลอรีต่ำ ใยอาหารจะเข้าไปช่วยลดการดูดซึมไขมันในลำไส้ ส่งผลให้ตับไม่ต้องทำงานหนักในการจัดการกับไขมันส่วนเกิน

นอกจากนี้ กะหล่ำปลียังมีสารซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) ที่พบมากในผักตระกูลกะหล่ำ ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่าอาจช่วยลดการสะสมของไขมันในตับและป้องกันการเกิดพังผืด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคตับแข็งในอนาคต

กะหล่ำปลีเป็นผักที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ตับและช่วยขจัดสารพิษตกค้างได้ดี แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของร่างกาย

 

สรุปเปรียบเทียบวิธีแก้เมาค้างยุคโบราณ

มาดูกันว่าภูมิปัญญาจากยุคกรีก-โรมัน เมื่อนำมาทดลองจริงในยุคปัจจุบันแล้วให้ผลลัพธ์อย่างไรบ้าง:

วิธีแก้เมาค้าง ความเชื่อโบราณ ผลลัพธ์จริง/ความเห็นแพทย์
กะหล่ำปลี ชะล้างพิษไวน์และลดความร้อน มีวิตามินสูงช่วยบำรุงตับ แต่ไม่ช่วยเรื่องปวดหัว
พวงมาลัยใบมะกอก สวมที่คอเพื่อลดอาการมึนงง ไม่มีผลทางการรักษา เป็นเพียงความเชื่อทางใจ
หินอเมทิสต์ ป้องกันอาการเมาและการขาดสติ เป็นเครื่องประดับ ไม่ช่วยขจัดแอลกอฮอล์

วิธีแก้แฮงค์ที่ได้ผลในปัจจุบัน

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่า อาหารชนิดใดสามารถแก้หรือรักษาอาการเมาค้างได้โดยตรง เพราะอาการเมาค้างเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น การขาดน้ำ การระคายเคืองกระเพาะอาหาร สารพิษจากการเผาผลาญแอลกอฮอล์ และการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ อาหารบางชนิดอาจช่วยบรรเทาอาการบางอย่างได้ แต่ไม่สามารถแก้ไขทุกสาเหตุพร้อมกัน

แนวทางที่ได้ผลที่สุดในการลดความรุนแรงของอาการเมาค้าง คือ การดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อน และรับประทานอาหารตามปกติ ขณะเดียวกัน วิธีป้องกันที่ดีที่สุดยังคงเป็นการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม หรือหลีกเลี่ยงการดื่ม เพื่อไม่ให้เกิดอาการเมาค้างตั้งแต่ต้น

ป้องกันก่อนดื่ม

Dr.Neena Chandrasekaran ผู้เชี่ยวชาญด้านปอดและการดูแลผู้ป่วยหนักในรัฐฟลอริดา สหรัฐฯ ได้บอกกับผู้ติดตามกว่า 125,000 คนว่า "ถ้าคุณกำลังจะไปปาร์ตี้และวางแผนที่จะดื่มแอลกอฮอล์ การกินชีสก่อนดื่มสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเมาค้างได้"

"เนื่องจากชีสอุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งสามารถเคลือบกระเพาะอาหารได้ ช่วยลดการดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ ชีสยังช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแอลกอฮอล์ได้ดีขึ้น และช่วยป้องกันความเสียหายของตับ"

"ชีสยังให้สารอาหารสำคัญอย่างวิตามินบีและแคลเซียม ซึ่งร่างกายสูญเสียไปขณะดื่มแอลกอฮอล์ โดยแคลเซียมช่วยเสริมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ส่วนวิตามินบีจำเป็นต่อพลังงานและการเผาผลาญในร่างกาย"

ดร.นีนายังเตือนว่า ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เธอกล่าวว่า "จำไว้ว่าไม่มีแอลกอฮอล์ชนิดใดที่ปลอดภัยกว่ากัน แต่ถ้าคุณตั้งใจจะดื่ม ลองกินชีสสักเล็กน้อยก่อนดื่ม"

หากคุณวางแผนที่จะออกไปสังสรรค์ในคืนนี้ อย่าลืมเริ่มต้นด้วยอาหารที่มีโปรตีนและไขมันสูงอย่างชีส เพื่อเคลือบกระเพาะและลดการดูดซึมแอลกอฮอล์ นอกจากจะช่วยให้ดื่มได้สนุกขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เช้าวันถัดไปของคุณสดชื่นและไร้อาการปวดหัวกวนใจ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล