แยกให้ออก! หมอชี้จุดต่าง "นอนไม่หลับ" กับ "หลับยาก" แบบไหนคือโรคที่ต้องรักษา?
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
แพทย์อธิบายความแตกต่างระหว่าง "อาการนอนไม่หลับ" กับ "การนอนยาก" แบบไหนที่ควรขอคำแนะนำทางการแพทย์
การนอนหลับเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพ แต่เชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอปัญหาตาสว่างยันเช้า จนเกิดความกังวลว่าตัวเองกำลังป่วยเป็นโรค "นอนไม่หลับ" (Insomnia) หรือไม่ ล่าสุดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาไขข้อข้องใจถึงเส้นแบ่งระหว่างอาการนอนไม่หลับทั่วไปกับโรคที่ต้องรักษา พร้อมแนะเทคนิค "Sleep Hygiene" ง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณหลับสบายขึ้น
แค่ "คืนที่แย่" หรือ "โรคนอนไม่หลับ"?
พญ.แคลร์ รูมส์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับจาก Boots Online Doctor อธิบายว่า คนส่วนใหญ่มักเจอคืนที่นอนไม่หลับบ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งอาจถูกกระตุ้นจากความเครียด การเปลี่ยนเวลานอน หรือปาร์ตี้ดึกดื่นช่วงเทศกาล แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นโรคนอนไม่หลับเสมอไป กุญแจสำคัญในการแยกแยะอยู่ที่ "ระยะเวลา" และ "ผลกระทบ" ต่อชีวิตประจำวัน
ปัญหาการนอนหลับระยะสั้นมักจะดีขึ้นเมื่อปัจจัยกระตุ้นหายไป แต่สำหรับ โรคนอนไม่หลับ ถือเป็นความผิดปกติที่ชัดเจน โดยผู้ป่วยจะมีปัญหาเข้านอนแล้วไม่หลับ หลับๆ ตื่นๆ หรือตื่นเช้าเกินไป อย่างน้อย 3 คืนต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องนาน 3 เดือนขึ้นไป และอาการเหล่านี้ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย ขาดสมาธิ หรือหงุดหงิดง่ายในเวลากลางวัน
เทคนิคปรับพฤติกรรมเพื่อการนอนที่ดี (Sleep Hygiene)
หากคุณเริ่มรู้สึกว่าการนอนมีปัญหา คุณหมอแนะนำให้ลองปรับพฤติกรรมเบื้องต้น ดังนี้:
- ตื่นให้เป็นเวลา: พยายามตื่นนอนเวลาเดิมทุกวันเพื่อเซ็ตนาฬิกาชีวิต
- เลี่ยงตัวกระตุ้น: ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และงดทานมื้อหนักก่อนเข้านอน
- จัดสภาพแวดล้อม: ทำห้องนอนให้มืด สนิท และมีอุณหภูมิที่เย็นสบาย
- ขยับร่างกาย: หาเวลาออกกำลังกายและออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ในช่วงกลางวัน
สัญญาณเตือน! เมื่อไหร่ที่ควรไปหาหมอ
หากลองปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือปัญหานอนไม่หลับลากยาวเกิน 2 สัปดาห์ จนเริ่มมีความวิตกกังวลหรือกลัวทุกครั้งเมื่อต้องเข้านอน (Anxiety) ว่าคืนนี้จะหลับไหม แนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่ถูกต้อง อย่าปล่อยทิ้งไว้จนส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี