ภัยเงียบยามดึก "ไฟห้องนอน" อันตรายกว่าที่คิด อ้วนขึ้นอาจไม่ใช่เพราะกินเยอะ

ภัยเงียบยามดึก "ไฟห้องนอน" อันตรายกว่าที่คิด อ้วนขึ้นอาจไม่ใช่เพราะกินเยอะ

ภัยเงียบยามดึก "ไฟห้องนอน" อันตรายกว่าที่คิด อ้วนขึ้นอาจไม่ใช่เพราะกินเยอะ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หมอเตือนเอง! "เปิดไฟนอน" เสี่ยงอ้วนไม่รู้ตัว ฮอร์โมนรวนทำร่างกายพังเหมือน "ทำงานกะดึก"

หลายคนอาจติดนิสัยต้องเปิดไฟสลัวๆ ทิ้งไว้ตอนนอน หรือในห้องนอนเต็มไปด้วยแสงไฟเล็กๆ จากเราเตอร์ เครื่องฟอกอากาศ และหน้าจอโทรศัพท์ที่ชาร์จทิ้งไว้ นพ.หวง ซวน (Dr. Huang Xuan) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชบำบัดวิกฤต ได้ออกมาเตือนผ่านเฟซบุ๊กว่า แสงไฟเหล่านี้เปรียบเสมือนการสั่งให้ร่างกายของคุณ "ทำงานกะดึก" โดยที่คุณไม่รู้ตัว

แม้คุณจะหลับไปแล้ว แต่ร่างกายกลับไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เพราะแสงไฟเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งสัญญาณให้สมองเข้าใจผิดว่า "ยังไม่มืด" ส่งผลกระทบต่อระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน และนำไปสู่ความอ้วนและปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้

แค่มีแสง ร่างกายก็หยุดพักผ่อนไม่ได้

ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ตัดสินการนอนหลับจากความเหนื่อยล้าเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับฮอร์โมนสำคัญที่ชื่อว่า "เมลาโทนิน" (Melatonin) ซึ่งจะหลั่งออกมาเมื่ออยู่ในความมืด หากดวงตารับรู้ถึงแสงแม้เพียงนิดเดียว จอประสาทตาจะส่งสัญญาณไปบอกสมองทันทีว่า "เจ้านาย ฟ้ายังไม่มืดนะ"

ผลที่ตามมาคือ เมลาโทนินจะถูกกดปุ่ม "ปิดเสียง" ทำให้การเข้าสู่โหมดหลับลึกถูกเลื่อนออกไป กระบวนการซ่อมแซมร่างกาย การเผาผลาญ และการจัดระเบียบฮอร์โมนจึงรวนไปหมดทั้งระบบ

วิจัยชี้ชัด! ยิ่งสว่าง ยิ่งเสี่ยงอ้วน

สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) ได้ติดตามผลกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงกว่า 40,000 คน เป็นเวลานานถึง 5 ปี พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า ผู้ที่นอนหลับท่ามกลางแสงไฟประดิษฐ์ (Artificial Light) มีแนวโน้มที่จะ "อ้วนขึ้น" อย่างเห็นได้ชัด

ความเสี่ยงที่ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% มีสูงมาก บางคนน้ำหนักขึ้นกว่า 5 กิโลกรัมโดยไม่รู้ตัว สาเหตุไม่ใช่เพราะกินเยอะขึ้นในตอนกลางคืน แต่เป็นเพราะ "ระบบความหิว-อิ่ม" ของร่างกายถูกแสงไฟปั่นป่วนจนทำงานผิดปกติ

ฮอร์โมนหิวอาละวาด ระบบเผาผลาญพัง

เมื่อวงจรการนอนถูกรบกวน จะเกิดภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล คือ ฮอร์โมนอิ่ม (Leptin) ลดลง และ ฮอร์โมนหิว (Ghrelin) พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เช้าวันถัดมาคุณจะรู้สึกอยากอาหารมากกว่าปกติ โดยเฉพาะของหวาน ของมัน และของทอด

นอกจากเรื่องความอ้วนแล้ว การที่นาฬิกาชีวิตเดินผิดจังหวะในระยะยาวยังเสี่ยงต่อ โรคเบาหวาน จากภาวะดื้ออินซูลิน หัวใจทำงานหนักขึ้นจากการกระตุ้นระบบประสาท และเกิดการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ซึ่งเป็นภัยเงียบที่ค่อยๆ สะสมโดยที่คุณคิดว่าแค่ "นอนไม่หลับ" เท่านั้น

"ความมืด" สำคัญกว่า "เข้านอนเร็ว"

คุณหมอแนะนำว่า การนอนในห้องที่ "มืดสนิท" สำคัญกว่าการรีบเข้านอนแต่หัวค่ำเสียอีก กฎง่ายๆ คือ หากปิดไฟแล้วยังมองเห็นมุมห้องชัดเจน แปลว่ายังมืดไม่พอ เพราะบรรพบุรุษของเราไม่ได้วิวัฒนาการมาพร้อมกับโคมไฟหัวเตียง

หากจำเป็นต้องใช้ไฟจริงๆ เพื่อความปลอดภัย ควรเลือกไฟโทนสีอุ่น (Warm light) ที่มีความสว่างต่ำมากๆ และวางในตำแหน่งที่ไม่ส่องเข้าตาโดยตรง ให้ไฟเป็นเพียงสิ่งที่ "มีอยู่" แต่ต้องไม่มีตัวตนรบกวนสายตา

มือถือ = ศัตรูตัวฉกาจก่อนนอน

นอกจากแสงไฟในห้องแล้ว "โทรศัพท์มือถือ" คือตัวการสำคัญ เพราะไม่ใช่แค่แสงสีฟ้าที่ทำร้าย แต่เนื้อหาข่าวสารและความบันเทิงยังกระตุ้นสมองให้ตื่นตัว การไถมือถือแค่ 5 นาที อาจทำให้เมลาโทนินหลั่งช้าไปถึง 30-60 นาที เท่ากับว่าสมองถูกบังคับให้โอทีต่อทั้งที่ควรพักแล้ว

ดังนั้น คืนนี้ลองปิดไฟให้มืดสนิทก่อนนอน 1 ชั่วโมง สร้างบรรยากาศที่ "มืด เงียบ และเย็น" เพื่อให้ร่างกายได้รับสัญญาณการพักผ่อนที่แท้จริง และกลับมามีระบบเผาผลาญที่แข็งแรงอีกครั้ง

สะดุ้งตื่น ตี 3 ตี 4 แล้วนอนต่อไม่หลับ? อาจเป็นสัญญาณเตือน 5 โรคที่ซ่อนอยู่

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล