รู้ทัน 4 สัญญาณเตือน "ภาวะก่อนเบาหวาน" เวลาทองป้องกันโรค ไม่ให้สายเกินแก้

รู้ทัน 4 สัญญาณเตือน "ภาวะก่อนเบาหวาน" เวลาทองป้องกันโรค ไม่ให้สายเกินแก้

รู้ทัน 4 สัญญาณเตือน "ภาวะก่อนเบาหวาน" เวลาทองป้องกันโรค ไม่ให้สายเกินแก้
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes) หายได้ วิจัยชี้ 2 ปีแรก คือเวลาทองในการป้องกันโรค

โรคเบาหวานประเภทที่ 2 (Type 2 Diabetes) กำลังเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพคนทั่วโลก แต่ก่อนที่ร่างกายจะก้าวไปถึงจุดนั้น มักจะมีสัญญาณเตือนที่เรียกว่า "ภาวะก่อนเบาหวาน" (Prediabetes) ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติแต่ยังไม่ถึงเกณฑ์ของโรคเบาหวาน

ข่าวดีสำหรับคนรักสุขภาพคือ มีผลการศึกษาใหม่จากประเทศอินเดียที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Journal of Diabetes & Metabolic Disorders ระบุว่า หากผู้ที่มีภาวะนี้รีบทำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อต่อสู้กับโรคภายใน 2 ปีแรกหลังจากตรวจพบ จะมีโอกาสสูงมากที่จะป้องกันไม่ให้โรคลุกลามกลายเป็นเบาหวานเต็มขั้นได้

ทำไมช่วง 2 ปีแรกถึงสำคัญ?

ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ระบุว่าผู้ใหญ่กว่า 1 ใน 3 มีภาวะก่อนเบาหวานโดยไม่รู้ตัว การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าช่วงเวลา 2-3 ปีแรกคือ "หน้าต่างแห่งโอกาส" ที่สำคัญที่สุด

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า หากเราละเลย ประมาณ 30% ของผู้ป่วยจะกลายเป็นเบาหวานภายใน 10 ปี แต่ถ้ารีบดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ โอกาสที่ร่างกายจะกลับมาเป็นปกติมีสูงถึง 60% ดังนั้นความรวดเร็วในการลงมือทำจึงเป็นกุญแจสำคัญ

สัญญาณเตือนที่ต้องสังเกต

ความน่ากลัวของ ภาวะก่อนเบาหวาน คือส่วนใหญ่มัก "ไม่มีอาการแสดง" ทำให้หลายคนชะล่าใจ อย่างไรก็ตาม หากสังเกตดีๆ ร่างกายอาจส่งสัญญาณเตือนบางอย่าง ดังนี้:

  • หิวบ่อยผิดปกติ หรือน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง (ลดหรือเพิ่ม) โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เหงื่อออกเยอะ
  • ตามัว หรือการมองเห็นพร่ามัว
  • แผลหายช้ากว่าปกติ หรือมีการติดเชื้อที่ผิวหนังบ่อยๆ

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากคุณมีอายุ 35 ปีขึ้นไป หรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น น้ำหนักเกิน มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน ควรเข้ารับการตรวจระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) เพื่อคัดกรองความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆ

วิธีพลิกฟื้นสุขภาพ กู้คืนระดับน้ำตาล

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตคือยาขนานเอกที่จะช่วยย้อนกระบวนการของโรคได้ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ได้รับการยืนยันทางการแพทย์ ดังนี้:

  1. ลดน้ำหนัก: การลดน้ำหนักเพียง 5-7% ของน้ำหนักตัว (สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน) ช่วยลดความเสี่ยงได้มหาศาล
  2. ขยับร่างกาย: ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ช่วยดึงระดับน้ำตาลกลับสู่เกณฑ์ปกติ
  3. ปรับอาหาร: เน้นทานธัญพืชไม่ขัดสี ผัก และโปรตีนไขมันต่ำ ลดของหวาน แป้งขัดขาว และอาหารแปรรูป
  4. นอนให้พอ: การนอนหลับที่มีคุณภาพและการจัดการความเครียด มีผลต่อระดับฮอร์โมนที่ควบคุมน้ำตาล

สรุป: อย่ารอให้สายเกินแก้

ภาวะก่อนเบาหวานไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นสัญญาณเตือนให้เราหันกลับมาดูแลตัวเอง หากคุณตรวจพบว่ามีระดับน้ำตาลเริ่มสูง อย่าเพิ่งตกใจ แต่ให้ใช้ช่วงเวลาทอง 2 ปีนี้ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างจริงจัง เพราะนี่คือโอกาสที่คุณจะเอาชนะโรคและกลับมามีสุขภาพดีได้อีกครั้ง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล