ทุกคนรู้จัก “อาณาจักรไรช์ที่สาม” แล้วไรช์ที่หนึ่งกับที่สองหายไปไหน?

ทุกคนรู้จัก “อาณาจักรไรช์ที่สาม” แล้วไรช์ที่หนึ่งกับที่สองหายไปไหน?

ทุกคนรู้จัก “อาณาจักรไรช์ที่สาม” แล้วไรช์ที่หนึ่งกับที่สองหายไปไหน?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

คำว่า “ไรช์” (Reich) ในภาษาเยอรมันแปลว่า “อาณาจักร” หรือ “รัฐ”

แต่ในเชิงประวัติศาสตร์ มักถูกใช้เพื่อแบ่งพัฒนาการของรัฐเยอรมันออกเป็น 3 ยุค ไรช์ที่หนึ่ง (First Reich), ไรช์ที่สอง (Second Reich) และ ไรช์ที่สาม (Third Reich)

ซึ่งแต่ละยุคมีบริบท สถานะทางการเมือง และเหตุผลในการสิ้นสุดที่ต่างกัน บทความนี้จะอธิบายเชิงลึกว่าแต่ละไรช์คืออะไร เกิดขึ้นเมื่อไหร่ เหตุใดจึงจบ และผลกระทบที่ตามมา

ภาพรวมสั้น ๆ ก่อนจะลงรายละเอียด

  • ไรช์ที่หนึ่ง (First Reich) หมายถึง จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ดำเนินมาเป็นศตวรรษ ตั้งแต่ยุคกลางจนถึงต้นศตวรรษที่ 19 (c. 962–1806)
  • ไรช์ที่สอง (Second Reich) คือ จักรวรรดิเยอรมัน ภายใต้การรวมชาติโดยบิสมาร์ค และการปกครองของไกเซอร์ (1871–1918)
  • ไรช์ที่สาม (Third Reich) คือ คำที่นาซีใช้เรียกการปกครองของฮิตเลอร์ (1933–1945)

po

ไรช์ที่หนึ่ง (First Reich): จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ เกิดและสิ้นสุดอย่างไร?

ระยะเวลา: ประมาณ ค.ศ. 962–1806

จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Empire) ไม่ใช่รัฐชาติเซาะ (nation-state) แบบสมัยใหม่ แต่เป็นระบบสหพันธรัฐทางการเมืองและศาสนาที่ประกอบด้วยดินแดนหลากหลาย เช่น เยอรมนีอาณาเขต ดินแดนทางตอนเหนือของอิตาลี ออสเตรีย และรัฐเล็ก ๆ อีกมากมาย จำนวนหน่วยย่อย (principalities, duchies, bishoprics, free cities ฯลฯ) มีความเป็นอิสระระดับต่าง ๆ

จุดเริ่มมักยึดโยงกับการสวมราชาครอบของ ออตโตที่ 1 (Otto I) ในปี ค.ศ. 962 ซึ่งถือเป็นการต่อเนื่องจากมรดกของอาณาจักรแฟรงก์ หลังจากนั้นจักรวรรดิผ่านยุคกลาง ยังคงมีบทบาททางศาสนาและการเมือง แต่ความเป็นหนึ่งเดียวทางการปกครองค่อย ๆ อ่อนแอลงเมื่อรัฐท้องถิ่นเข้มแข็งขึ้น

สาเหตุการล่มสลาย: การล่มสลายของ First Reich ไม่ใช่เพราะการปฏิวัติภายในเท่านั้น แต่เกิดจากแรงกดดันภายนอกโดยเฉพาะการพิชิตของ นโปเลียน โบนาปาร์ต ในต้นศตวรรษที่ 19 นโปเลียนปรับโครงสร้างการปกครองในยุโรป และบีบให้จักรพรรดิในปี 1806 ยอมยุบจักรวรรดิอย่างเป็นทางการ ผลคือดินแดนต่าง ๆ ถูกจัดรูปแบบใหม่ พ้นจากระบบไรช์เดิม

oi

ไรช์ที่สอง (Second Reich): จักรวรรดิเยอรมันของไกเซอร์ การรวมชาติและการสิ้นสุด

ระยะเวลา: 1871–1918

ที่มา: หลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในยุโรป ศตวรรษที่ 19 ท่ามกลางคลื่นความคิดชาตินิยมและความเข้มแข็งของรัฐอุตสาหกรรม เยอรมนีประกอบด้วยรัฐย่อยหลายแห่ง แต่การรวมชาติสำเร็จในปี 1871 เมื่อ อ็อตโต ฟอน บิสมาร์ค ใช้นโยบายการทหารและการทูต ผนวกดินแดนต่าง ๆ ภายใต้การนำของรัฐปรัสเซีย และมีการตั้งจักรวรรดิเยอรมัน (German Empire) โดยมีจักรพรรดิ (Kaiser) เป็นประมุข

ลักษณะ: เป็นรัฐชาติมากกว่า First Reich มีระบบการเมืองศูนย์กลางที่เข้มแข็ง มีการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และกองทัพอย่างรวดเร็ว เยอรมนีกลายเป็นอำนาจสำคัญในยุโรป

สาเหตุการล่มสลาย: ความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (1914–1918) และวิกฤตภายในที่เกิดจากความไม่พอใจทางการเมือง เศรษฐกิจ และขบวนการประท้วง ทำให้จักรพรรดิ วิลเฮล์มที่ 2 สละราชบัลลังก์ในปี 1918 เยอรมนีประกาศเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ (Weimar Republic) ซึ่งเป็นการสิ้นสุดของ Second Reich

ww

ไรช์ที่สาม (Third Reich): นาซีเยอรมนี การอ้างต่อเนื่องและความจริงทางประวัติศาสตร์

ระยะเวลา: 1933–1945

ที่มา: หลังการปั่นป่วนทางเศรษฐกิจและการเมืองในยุคไวมาร์ บวกกับกระแช่วาทกรรมชาตินิยมและความไม่พอใจต่อสนธิสัญญาแวร์ซายส์ พรรคชาติสังคมนิยม (นาซี) ภายใต้การนำของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ขึ้นสู่อำนาจในปี 1933 ฮิตเลอร์และนักอุดมการณ์นาซีนิยมใช้คำว่า “Third Reich” เพื่อสื่อว่าอาณาจักรของตนเป็นการสืบทอดความยิ่งใหญ่จาก First และ Second Reich

ความจริงทางประวัติศาสตร์: การอ้างว่า Third Reich เป็น “ทายาท” โดยตรงของ First และ Second เป็นวาทกรรมทางการเมืองที่ตั้งขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์และกระตุ้นความรู้สึกชาตินิยม ความเชื่อมโยงทางสถาบันและโครงสร้างระหว่างทั้งสามยุคมีความแตกต่างอย่างมาก ทั้งในด้านค่านิยม หน้าที่รัฐ และรูปแบบการบริหาร

สิ้นสุด: สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงด้วยการพ่ายแพ้ของเยอรมนีในปี 1945 ระบบนาซีถูกทำลาย ประเทศถูกยึดครองและในเวลาต่อมาแบ่งออกเป็นสองรัฐคือ เยอรมนีตะวันตก (Federal Republic of Germany) และเยอรมนีตะวันออก (German Democratic Republic) ก่อนรวมเป็นประเทศเดียวกันอีกครั้งในปี 1990

bran

ทำไมผู้คนจึงนิยมพูดถึง “สามไรช์” บริบทเชิงวาทกรรม

การแบ่งเป็นสามไรช์กลายเป็นกรอบอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ที่กระชับ แต่มีลักษณะเป็น “วาทกรรม” มากกว่าการจำแนกเชิงวิชาการที่แม่นยำ

นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังเตือนว่าการมองประวัติศาสตร์เยอรมนีผ่านแว่น “สามไรช์” อาจลดทอนความซับซ้อน เช่น การเปลี่ยนผ่านอำนาจ โครงสร้างสังคม การพัฒนาสถาบัน และเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่ต่างกันไปในแต่ละยุค

ผลกระทบและมรดกของแต่ละไรช์

First Reich

ทิ้งมรดกด้านสถาบันศาสนา อำนาจของชนชั้นปกครองท้องถิ่น และความหลากหลายของรัฐในยุโรปกลาง ซึ่งต่อมาเป็นพื้นฐานให้เกิดรัฐชาติสมัยใหม่

Second Reich

สร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และกองทัพของเยอรมนีสมัยใหม่ แต่ก็ทิ้งมรดกของการเมืองจักรวรรดินิยมที่นำไปสู่ความขัดแย้งระดับทวีป

Third Reich

เป็นบทเรียนร้ายแรงที่สุด ระบบเผด็จการ ศูนย์รวมความรุนแรง การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และสงครามโลก ซึ่งมีผลลบต่อมนุษยชาติและเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองระหว่างประเทศหลังปี 1945

10

คำถามที่มักพบบ่อย (FAQ)

  • ไรช์ที่สองคือสมัยไหน? — โดยทั่วไปหมายถึงจักรวรรดิเยอรมัน 1871–1918
  • ทำไมไม่เรียก Weimar Republic ว่าไรช์? — สาธารณรัฐไวมาร์เป็นระบอบใหม่ที่ไม่เข้ากับกรอบ “ไรช์” แบบจักรวรรดิและมักไม่ถูกนำมานับเป็นไรช์ใด ๆ
  • คำว่า “ไรช์” ยังใช้ในเยอรมนีสมัยใหม่ไหม? — คำนี้ยังปรากฏในภาษา แต่การใช้ทางการเมืองโดยเฉพาะในบริบทชาตินิยมสุดโต่งมีความอ่อนไหวและถูกประณาม

สรุปเชิงวิเคราะห์

ไรช์ที่หนึ่งและสองไม่ได้ “หายไป” อย่างลึกลับ แต่ประสบกับการสลายหรือการเปลี่ยนผ่านตามบริบททางประวัติศาสตร์

First Reich ถูกยุบภายใต้แรงกดดันจากการรุกรานยุโรปของนโปเลียน ขณะที่ Second Reich ล่มสลายเมื่อเยอรมนีแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ

ส่วน Third Reich ไรช์ที่สามเป็นการอ้างต่อเนื่องทางวาทกรรมของนาซีเพื่อสร้างความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ แต่สิ้นสุดด้วยความพ่ายแพ้และการทำลายโครงสร้างนาซีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล