ผัก 1 ชนิดที่ธาตุเหล็ก "สูงกว่าเนื้อวัว" ซูเปอร์ฟู้ดต้านมะเร็ง แต่หลายคนยังมองข้าม!

"ผักปวยเล้ง" สุดยอดอาหารต้านมะเร็ง ธาตุเหล็กสูงกว่าเนื้อวัว บำรุงสายตา-กระดูก
รู้จัก Superfood ราคาหลักสิบ ผักที่ธาตุเหล็กสูงกว่า "เนื้อวัว" สรรพคุณหลักล้าน ต้านโรค-บำรุงกระดูก แต่คนไทยกินน้อยไป!
เมื่อพูดถึงอาหารที่อุดมไปด้วย "ธาตุเหล็ก" หลายคนมักนึกถึงเนื้อวัวเป็นอันดับแรก แต่ความจริงแล้วในอาณาจักรพืชผักยังมีสุดยอดวัตถุดิบที่มีปริมาณธาตุเหล็กสูงกว่าเนื้อวัวเสียอีก นั่นคือ "ผักปวยเล้ง" (Spinach) หรือที่บางคนเรียกว่าผักโขมฝรั่ง
ในผักปวยเล้ง 100 กรัม มีธาตุเหล็กสูงถึง 2.7 มิลลิกรัม ซึ่งคิดเป็น 15% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน ในขณะที่เนื้อวัว 100 กรัม มีธาตุเหล็กเพียง 2.6 มิลลิกรัมเท่านั้น นอกจากนี้มันยังเป็น "Superfood" ที่ช่วยต้านมะเร็งและบำรุงสุขภาพรอบด้านที่คนไทยควรหันมาทานให้มากขึ้น
1. ป้องกันและต้านมะเร็ง
ผักปวยเล้งอุดมไปด้วย "ฟลาโวนอยด์" (Flavonoid) สารประกอบที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง โดยช่วยชะลอการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งในกระเพาะอาหารและผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยระบุว่าช่วยต้านการก่อตัวของมะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งเต้านมได้ อีกทั้งสารต้านอนุมูลอิสระในผักชนิดนี้ยังช่วยลดการอักเสบ ซึ่งเป็นต้นตอของโรคร้ายแรงต่างๆ
2. บำรุงหัวใจและหลอดเลือด
ผักชนิดนี้เป็นแหล่งของโพแทสเซียมชั้นดี ซึ่งมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิตและปรับสมดุลเกลือในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีโฟเลตและแมกนีเซียม ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างไนตริกออกไซด์ ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ช่วยลดความดันโลหิตและส่งเสริมสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง
3. บำรุงสายตา ชะลอความเสื่อม
สำหรับคนที่ใช้สายตาหนัก ผักปวยเล้งคือตัวช่วยชั้นยอด เพราะมีสาร "ลูทีน" และ "ซีแซนทีน" สูง ซึ่งช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมและต้อกระจกในผู้สูงอายุ รวมถึงมีเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอ ที่ช่วยลดอาการตาแห้ง บรรเทาอาการคันตา และช่วยบำรุงการมองเห็นให้ชัดเจนขึ้น
4. เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
การทานผักปวยเล้งเพียงหนึ่งมื้อ สามารถให้วิตามิน K ได้มากถึง 300% ของความต้องการต่อวัน ซึ่งวิตามิน K มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุน และยังทำงานร่วมกับแมกนีเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส เพื่อรักษาสุขภาพกระดูกให้แข็งแรงอยู่เสมอ
5. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ผักปวยเล้งต้มสุก 1 ถ้วย มีไฟเบอร์ประมาณ 4-5 กรัม และให้แคลอรีต่ำ จึงไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงหลังมื้ออาหาร แถมยังมีกรดอัลฟา-ไลโปอิก (Alpha-lipoic acid) สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเพิ่มความไวของอินซูลิน และลดระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อควรระวังในการทาน
แม้จะมีประโยชน์มหาศาล แต่ ไม่ควรทานผักปวยเล้งมากเกินไป เนื่องจากมีสาร "ออกซาเลต" (Oxalate) สูง ซึ่งหากสะสมมากเกินไปอาจเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตได้ ปริมาณที่แนะนำคือทานครั้งละประมาณ 100 กรัม เพียงสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ก็เพียงพอที่จะได้รับประโยชน์เต็มที่โดยไม่ทำร้ายไต
- เอาให้ชัด! สตรอเบอร์รี่ “ยาวิเศษ” กินดีต่อสมอง-หัวใจ ของคนวัย 65+ จริงหรือ?
- เลี่ยงได้เลี่ยง 3 มื้อเย็น “ทำลายตับ” ไม่น้อยหน้าแอลกอฮอล์ แต่กลับถูกใจใครหลายคน!

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

