พท.ฉะรัฐรวมหัวพรรคร่วมเผด็จการสภาแก้รธน.

พท.ฉะรัฐรวมหัวพรรคร่วมเผด็จการสภาแก้รธน.
INN News

สนับสนุนเนื้อหา

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรค เพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้ระบบการเมืองไทย กำลังถอยลังลงคลอง และถือว่าชัดเจนแล้วกับคำว่า เผด็จการรัฐสภา หลังจาก รัฐบาลและพรรคร่วมฯ อุ้มสมประโยชน์กัน ด้วยการใช้ทุกวิถีทางที่จะใช้เสียงข้างมากในการผ่านกฎหมายอย่างรีบเร่งโดยไม่สนใจ มารยาททางการเมืองหลายเรื่องที่ควรพึงกระทำ

และวันนี้ตนถือว่าพรรคประชาธิปัตย์กำลัง ถ่มน้ำลายรดฟ้า เพราะเมื่อในอดีตที่พรรคไทยรักไทยเคยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจนมีเสียง ส.ส. เกินครึ่งในสภาผู้แทนฯ แต่ในขณะนั้นพรรคประชาธิปัตย์กลับโจมตีว่าเป็น เผด็จการรัฐสภา แต่วันนี้กลับกลายเป็นว่า รัฐบาลและพรรคร่วมฯรวมหัวกันสร้างคำว่า เผด็จการรัฐสภาแบบเบ็ดเสร็จขึ้นมาชนิดที่ว่า ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง จนน่าตกใจ วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ดูถูกประชาชนเกินไปกรณีรวบหัวรวบหางผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงแค่ 2 หัวข้อซึ่งดูแล้วประชาชนไม่น่าจะได้ประโยชน์อะไรนอกจากพรรคการเมือง ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยขอให้ประชาชนจับตา และดูพฤติกรรม พรรคการเมืองเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ที่เคยแสดงจุดยืนต่อต้านเรื่อง เผด็จการรัฐสภา เคยแสดงจุดยืนว่าจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้เป็นอย่างไร ได้เห็นธาตุแท้หรือไม่ วันนี้พรรคเพื่อไทยเชื่อว่ารัฐบาลที่สมคบกับพรรคร่วมฯ กำลังน่ามืดตามัวไม่สนใจประชาชน ว่าจะคิดอย่างไรสนอย่างเดียวคือเพื่อประโยชน์ของตัวเอง และโอกาสในการกลับมาเป็นรัฐบาลเท่านั้น

ส่วนกรณีที่นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ที่แปรพรรคไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย และเป็น 1 ใน 7 ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนถูกมองว่าเป็นกลุ่มงูเห่า นั้น นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคฯ กล่าวว่า แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ประชุมหารือสถาณการณการเมืองเพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินการในกรณีดังกล่าว และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคนเหล่านี้ ไม่มีสปิริต และไม่ใช่งูเห่า แต่เป็นพวก งูเขียวหางเน่า เพราะวันนี้ คนเหล่านี้ลืมคำว่า มารยาท และ จริยธรรมทางการเมือง จนวันนี้โดนตกเขียวไปอยู่กับอำนาจเงินจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้นแล้วใช่หรือไม่
ส่วนกรณีที่ นายนิคม ออกมาแสดงความเห็นว่าเป็นสิทธิ์ของตนในฐานะ ส.ส. นั้น พรรคเพื่อไทยถือว่า พูดอีกก็ถูกอีก แต่เป็นการพูดแบบเอาดีใส่ตัว เพราะการกระทำลักษณะนี้เป็นเรื่องน่าอาย ตามมารยาทไม่ต้องให้ใครบอก ให้ใครสอนก็น่าจะรู้ๆกันอยู่แล้วว่า อะไรควรหรือไม่ควรอย่างไร และวิธีการแบบนี้ก็เหมือนกับการทิ้งครอบครัว ทิ้งเมียหลวงไปอยู่บ้านเมียน้อย แต่กลับมาขออาศัยใช้ชื่อบ้านเมียหลวงไปทำธุรกรรม อย่างนี้ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเป็นคนได้อย่างไร

และการที่นายนิคม กล่าวว่าพรรคเพื่อไทยอาจถูกยุบ นั้นแกนนำพรรคเพื่อไทยพูดตรงกันว่า นายนิคมฯ ไม่ต้องห่วงคนอื่น ควรห่วงอนาคตทางการเมืองของตัวเองมากกว่า เพราะสังคมไทยถือมาก เรื่อง การหักหลัง หรือ การลืมบุญคุณคน กินบนเรือนขี้บนหลังคา เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหวมากกว่า ทั้งนี้ ส.ส.ในพรรคหลายท่านจะเสนอให้ที่ประชุมพรรคดำเนินการลงโทษกับ ส.ส.ที่ แม้ชื่อจะสังกัดพรรคเพื่อไทย แต่กลับไปแสดงตนทำกิจกรรมการเมืองกับพรรคอื่นอย่างน่าละอาย โดยจะมีการเสนอเข้าที่ประชุมเพื่อขอมติ ส.ส.ของพรรคในสัปดาห์หน้านี้