สาวป่วยบ่อย ลองกิน 3 อาหาร ตามสูตร "หมอญี่ปุ่น" รีวิวผลลัพธ์ปาฏิหาริย์ แบบไม่ต้องพึ่งยา!
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1956/9784814/thumbnail1200x720(5).jpgสาวป่วยบ่อย ลองกิน 3 อาหาร ตามสูตร "หมอญี่ปุ่น" รีวิวผลลัพธ์ปาฏิหาริย์ แบบไม่ต้องพึ่งยา!

สาวป่วยบ่อย ลองกิน 3 อาหาร ตามสูตร "หมอญี่ปุ่น" รีวิวผลลัพธ์ปาฏิหาริย์ แบบไม่ต้องพึ่งยา!

แชร์เรื่องนี้

“ไม่ป่วยอีกเลยใน 3 เดือน!” สาววัย 25 แชร์ประสบการณ์จริง แค่กิน 3 อย่างนี้ตามคำแนะนำหมอญี่ปุ่น

3 เดือนกับ 3 เมนูธรรมดา ช่วยเปลี่ยนร่างกายจากคนป่วยบ่อย เป็นคนแข็งแรงได้จริง! แชร์ประสบการณ์จริงจากสาววัย 25 โดยไม่ต้องใช้วิตามินแพง ๆ ไม่ต้องเข้าคอร์สดีท็อกซ์ แค่กินให้ถูกต้องตามคำแนะนำของหมอญี่ปุ่น

ตามรายงานระบุว่า หญิงสาววัย 25 ปี ผู้เคยเจอปัญหาสุขภาพบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง ต้องเผชิญกับอาการป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่น ไข้หวัด คัดจมูก และอ่อนเพลีย เป็นประจำจนเคยชิน กระทั่งวันหนึ่งเธอบังเอิญเจอบทความในเว็บไซต์ Express ที่เปลี่ยนวิธีดูแลสุขภาพของเธอไปอย่างสิ้นเชิง 

บทความนั้นกล่าวอ้างถึง นพ.ฮิโรชิ ทาเคดะ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันชาวญี่ปุ่น ซึ่งเผยเคล็ดลับง่ายๆ ว่าตัวเขาเองสามารถลดจำนวนวันป่วยลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง ไม่ใช่ด้วยการกินยา แต่ด้วยอาหาร 3 อย่างที่รวมอยู่ในมื้อประจำสัปดาห์ ซึ่งก็คือ

  1. เห็ดชิทาเกะ (Shiitake mushroom)  หรือเห็ดหอม ซึ่งมีเบต้ากลูแคนและเลนติแนน ซึ่งช่วยกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกัน

  2. กิมจิ (Kimchi) อาหารหมักสไตล์เกาหลีนี้ไม่ได้แค่รสอร่อย แต่ยังอุดมด้วย โพรไบโอติก ที่ส่งผลดีต่อระบบทางเดินอาหารและภูมิคุ้มกัน

  3. ผลไม้ตระกูลส้ม ที่กินพร้อมเยื่อสีขาว ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง เฮสเพอริดิน และ เควอซิทิน ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน 

“ฉันตัดสินใจเริ่มต้นลองกินตามดู ทั้งที่ไม่คาดหวังอะไรมาก แต่ผลลัพธ์กลับน่าทึ่งมากกว่าที่คิด” หญิงสาวพูดถึงสุขภาพของตนเองว่า จากคนที่ป่วยบ่อยทุกครั้งที่อากาศเปลี่ยน กลายเป็นคนแข็งแรงขึ้นแบบชัดเจน ภายในเวลาเพียง 3 เดือนหลังจากได้ลองกินตามคำแนะนำ มีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้นแบบรู้สึกได้ถึง 4 การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน คือ

  • อาการจามและคัดจมูกในตอนเช้าหายไป แม้อากาศเปลี่ยนก็ไม่ป่วยง่ายเหมือนก่อน

  • ไม่ต้องลางานเพราะป่วยเลย แม้เพื่อนร่วมงานบางคนจะเป็นหวัด

  • รู้สึกตื่นตัว สดชื่นขึ้นในตอนเช้า ไม่มีอาการมึนหรือเพลียเรื้อรัง

  • ไม่มีอาการเหนื่อยล้าระหว่างวัน ทั้งที่งานยังยุ่งเหมือนเดิม

โดยเธอเล่าว่า พยายามทานเห็ดหอมอย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้ง ในขณะที่กลายมาเป็นอาหารโปรดของเธอ ถือเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ทุกมื้อเที่ยงไปแล้ว ในขณะเดียวกันเธอไม่เพียงแต่ทานผลไม้สดตามคำแนะนำเท่านั้น แต่ยังดื่มน้ำอุ่นผสมเลมอนพร้อมเปลือกทุกเช้า ซึ่งเป็นกิจวัตรใหม่ที่ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นจริงๆ 

ทั้งนี้ เธอยังบอกด้วยว่า ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้มาจากอาหารอย่างเดียว แต่รวมถึงเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ และการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน เช่น เดินวันละ 2–3 กิโลเมตร หรือเล่นโยคะ 1 ชั่วโมง, ปรับเวลานอนให้หลับก่อน 4 ทุ่ม และตื่นตี 5 เพื่อออกกำลังกายเบาๆ, เลี่ยงการนอนดึกและใช้จอมือถือก่อนนอน

 

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :soha