อาการเด็กม.6 หลังทำแท้ง หมอหวั่นติดเชื้อช่องคลอด

อาการเด็กม.6 หลังทำแท้ง หมอหวั่นติดเชื้อช่องคลอด
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

ความคืบหน้าล่าสุดอาการของนักเรียนม. 6 ที่ตกเลือดอย่างรุนแรงหลังซื้อยาเหน็บมาทำแท้ง

แพทย์หญิงวารุณี จินารัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวถึงอาการของน.ส.ใหม่ (นามสมมติ) ขณะนี้อาการเด็กปลอดภัยแล้ว แต่แพทย์ยังคงต้องเฝ้าระวังการติดเชื้อหลังการผ่าตัดล้วงรกที่ติดค้างอยู่ ออก จากนั้นได้ทำการขูดมดลูกเพื่อให้เด็กปลอดภัย เนื่องจากเด็กได้ทำแท้งเองโดยไม่รู้ว่าเสี่ยงต่อภาวะการติดเชื้อจากความไม่ สะอาด ที่สำคัญเมื่อคืนที่ผ่านมาเด็กยังช็อค และความดันตกร่วมด้วยจากสาเหตุเสียเลือดมาก ซึ่งหลังผ่าตัดเด็กก็มีอาการดีขึ้นตามลำดับ

ปกติอายุครรภ์หากเกินกว่า 3 เดือน ถ้าคิดจะทำแท้งอันตรายมากที่สุด เพราะหากไม่อยู่ในความดูแลของแพทย์มดลูกอาจแตกและเสียชีวิตได้ ที่สำคัญในวงการแพทย์มีการใช้ยายี่ห้อไซโตรเทคชนิดเม็ดมาเป็นยารักษาโรคกระเพาะ ซึ่งยานี้ระบุชัดเจนว่าเป็นยาอันตรายที่มีข้อจำกัดห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ เพราะยาดังกล่าวจะไปบีบรัดมดลูกทำให้แท้งเด็ก มดลูกอาจแตกและเสียชีวิตได้ในที่สุด

ขณะนี้สภาพจิตใจของเด็กบอบช้ำมาก เด็กยังรู้สึกหวาดกลัว และเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งคณะแพทย์โรงพยาบาลราชวิถี ได้ให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชมาดูแลเรื่องสภาพจิตใจ ซึ่งอาจให้สังคมให้กำลังใจ และไม่ซ้ำเติมเด็กคนนี้

ด้าน พ.ต.ท.มานะ เผาะช่วย ประธานชมรมพนักงานสอบสวน กล่าวที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลว่ากรณีนี้ ถือว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าสลดใจอย่างยิ่ง นอกจากการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายแล้ว ด้านความเสียหายต่อสังคมไทยที่มากกว่านั้นก็คือความเสื่อมโทรมเรื่อง จริยธรรม คุณธรรม ที่เกิดขึ้นกับเด็กเยาวชนไทย สังคมทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันทุกวิถีทางเพื่อป้องกันมิให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก

พ.ต.ท.มานะ ชี้ว่า ในทางกฎหมายนั้นการทำแท้ง เป็นความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 บัญญัติว่า "หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" กรณีที่เกิดขึ้นนี้ จึงถือเป็นความผิดสำเร็จแล้วตามมาตรา 301 แม้ผู้กระทำเป็นนักเรียนก็ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งเป็นคดีอยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง

เมื่อแพทย์อนุญาตให้นักเรียนหญิงดังกล่าวออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว พนักงานสอบสวนต้องส่งตัวไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กต่อไป ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ.2534 ทั้งนี้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อหาสอบปากคำต่อหน้าสหวิชาชีพก่อนส่งตัว ไปสถานพินิจฯ หากทางการสอบสวนมีพยานหลักฐานฟังได้ว่ามีผู้สนับสนุนการกระทำผิดเช่น ช่วยเหลือโดยการจำหน่ายตัวยา เครื่องมือในการทำแท้ง ก็เป็นความผิดฐานสนับสนุนต้องระวางโทษสองในสามส่วนของความผิดนั้น และอาจเป็นความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ยาเป็นต้น