ผบ.ทบ.ปัดดันบูรพาพยัคฆ์-กองทัพเป็นเอกภาพ

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครที่ผ่านมา ไม่น่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้าย และไม่ขอฟันธงว่า เป็นกลุ่มไหน เพราะจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคม ซึ่งเรื่องนี้ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามพยานหลักฐาน ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการสืบสวนโยงไปถึง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก นั้น ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ไม่ขอกล่าวถึง เพราะอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน และไม่ทราบรายละเอียดเรื่องการสืบสวนสอบสวน รวมทั้งหากพูดไปคงไม่เหมาะสม
นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง กำชับเรื่องการข่าว เพราะเป็นห่วงเรื่องการก่อวินาศกรรม โดยระบุว่า การประชุมทุกครั้ง ได้มีการกำชับให้หน่วยข่าวพยายามติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้น ทั้งนี้ในฐานะที่ ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก มา 3 ปี มีความเป็นห่วงเรื่องความแตกแยกทางความคิด และเห็นว่าแม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึง กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี 2553 ว่า ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย มีคณะกรรมการและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเป็นขั้นตอน ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า มีกลุ่มนายทหารบูรพาพยัคฆ์ขึ้นมาดำรงตำแหน่งหลักในกองทัพจำนวนมากนั้น ตนขอชี้แจงว่า เป็นความคิดที่ไม่มีเหตุผล และไม่เป็นความจริง เพราะกองทัพต้องเป็นหนึ่งเดียว และการที่จะให้กองทัพเป็นหนึ่งเดียว ต้องไม่ตั้งเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งนั้นคือแนวทางที่ตนยึดถือมาโดยตลอด พร้อมกันนี้ยืนยันว่า การโยกย้ายนายทหารครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้กองทัพแตกแยก
นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ยังกล่าวถึง กรณีชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ขณะนี้ความสัมพันธ์ของทหารในพื้นที่ ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลง ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ไม่มีการเพิ่มกำลัง หรือเคลื่อนย้ายเจ้าหน้าที่ ซึ่งคงเป็นไปตามแนวทางของรัฐบาล ที่ไม่ต้องการให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา และใช้การเจรจาแทน ส่วนการประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ JBC ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง คงมีการประชุมในปลายเดือนนี้
ผู้บัญชาการทหารบก ยังกล่าวถึง แนวคิดในการจัดตั้งกองพลทหารราบที่ 7 ว่า ตนดูจากปริมาณงานของกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยที่มีทั้งความกว้าง และความยากลำบาก ของภูมิประเทศ ก็ควรจะต้องมีกำลังเพิ่มเข้าไป ไม่ได้จัดตั้งเพื่อสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ตามที่มีกระแสข่าว เพราะแม้ว่าจะตั้งกองพลขึ้นมาใหม่ แต่ก็ยังเป็นหน่วยเดิมของกองพลทหารราบที่ 4 เพียงแต่ย้ายกรมทหารราบที่ 7 ขึ้นเป็นระดับกองพลเท่านั้น ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี เพราะจะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้คาดว่าในปี 2554-2556 น่าจะได้เห็นตัว กองบัญชาการกองพล ส่วนตัว
กำลังพล ยังไม่น่าจะสามารถจัดตั้งได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เรื่องดังกล่าว กำลังดำเนินการอยู่ที่ กองบัญชาการกองทัพไทย ก่อนจะส่งให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เห็นชอบ เพื่อบรรจุเป็นวาระในการประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป
ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึง กระแสข่าวการทุจริตการจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์ ซึ่งไม่ได้มาตรฐาน และมีรอยชำรุดหลายแห่ง โดยยืนยันว่าหากมีการทุจริตจริง ก็สามารถดำเนินการได้ เนื่อง จากจะต้องมีผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดซื้อ หรือ ผู้ตรวจรับ และจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนเรื่องประสิทธิภาพนั้น ตนไม่อยากให้กังวล เพราะขณะนี้การติดตั้งระบบต่างๆ ครบถ้วนและมีการตรวจรับ แล้ว แต่หากใช้การไม่ได้ ก็ยังอยู่ในการรับประกัน 1 ปี ซึ่งทางบริษัทก็ต้องมาดำเนินการซ่อมให้ ส่วนการจัดซื้อ รถหุ้มเกราะล้อยาง จากประเทศยูเครน เพิ่มอีกจำนวน 121 คันนั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า กองทัพบกยังไม่ได้ มีการเดินเรื่อง เพราะต้องให้ได้ข้อยุติเรียบร้อยเสียก่อน ซึ่งเรื่องนี้เป็นแผนงานที่อนุมัติตั้งแต่สมัย นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีงบประมาณหมดทุกอย่าง ส่วนกรณีที่มีการเปลี่ยนเครื่องยนต์นั้น ปัญหา
ไม่ได้เกิดจากกองทัพหรือจากประเทศที่กองทัพสั่งซื้อ แต่ประเทศที่กองทัพต้องการเครื่องยนต์ เขาไม่ขาย ซึ่งเมื่อเขาขาย ก็ไม่ใช่สเปกที่เราต้องการ จึงมีความล่าช้าเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง กำชับเรื่องการข่าว เพราะเป็นห่วงเรื่องการก่อวินาศกรรม โดยระบุว่า การประชุมทุกครั้ง ได้มีการกำชับให้หน่วยข่าวพยายามติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้น ทั้งนี้ในฐานะที่ ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก มา 3 ปี มีความเป็นห่วงเรื่องความแตกแยกทางความคิด และเห็นว่าแม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึง กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี 2553 ว่า ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย มีคณะกรรมการและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเป็นขั้นตอน ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า มีกลุ่มนายทหารบูรพาพยัคฆ์ขึ้นมาดำรงตำแหน่งหลักในกองทัพจำนวนมากนั้น ตนขอชี้แจงว่า เป็นความคิดที่ไม่มีเหตุผล และไม่เป็นความจริง เพราะกองทัพต้องเป็นหนึ่งเดียว และการที่จะให้กองทัพเป็นหนึ่งเดียว ต้องไม่ตั้งเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งนั้นคือแนวทางที่ตนยึดถือมาโดยตลอด พร้อมกันนี้ยืนยันว่า การโยกย้ายนายทหารครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้กองทัพแตกแยก
นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ยังกล่าวถึง กรณีชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ขณะนี้ความสัมพันธ์ของทหารในพื้นที่ ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลง ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ไม่มีการเพิ่มกำลัง หรือเคลื่อนย้ายเจ้าหน้าที่ ซึ่งคงเป็นไปตามแนวทางของรัฐบาล ที่ไม่ต้องการให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา และใช้การเจรจาแทน ส่วนการประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ JBC ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง คงมีการประชุมในปลายเดือนนี้
ผู้บัญชาการทหารบก ยังกล่าวถึง แนวคิดในการจัดตั้งกองพลทหารราบที่ 7 ว่า ตนดูจากปริมาณงานของกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยที่มีทั้งความกว้าง และความยากลำบาก ของภูมิประเทศ ก็ควรจะต้องมีกำลังเพิ่มเข้าไป ไม่ได้จัดตั้งเพื่อสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ตามที่มีกระแสข่าว เพราะแม้ว่าจะตั้งกองพลขึ้นมาใหม่ แต่ก็ยังเป็นหน่วยเดิมของกองพลทหารราบที่ 4 เพียงแต่ย้ายกรมทหารราบที่ 7 ขึ้นเป็นระดับกองพลเท่านั้น ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี เพราะจะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้คาดว่าในปี 2554-2556 น่าจะได้เห็นตัว กองบัญชาการกองพล ส่วนตัว
กำลังพล ยังไม่น่าจะสามารถจัดตั้งได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เรื่องดังกล่าว กำลังดำเนินการอยู่ที่ กองบัญชาการกองทัพไทย ก่อนจะส่งให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เห็นชอบ เพื่อบรรจุเป็นวาระในการประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป
ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึง กระแสข่าวการทุจริตการจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์ ซึ่งไม่ได้มาตรฐาน และมีรอยชำรุดหลายแห่ง โดยยืนยันว่าหากมีการทุจริตจริง ก็สามารถดำเนินการได้ เนื่อง จากจะต้องมีผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดซื้อ หรือ ผู้ตรวจรับ และจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนเรื่องประสิทธิภาพนั้น ตนไม่อยากให้กังวล เพราะขณะนี้การติดตั้งระบบต่างๆ ครบถ้วนและมีการตรวจรับ แล้ว แต่หากใช้การไม่ได้ ก็ยังอยู่ในการรับประกัน 1 ปี ซึ่งทางบริษัทก็ต้องมาดำเนินการซ่อมให้ ส่วนการจัดซื้อ รถหุ้มเกราะล้อยาง จากประเทศยูเครน เพิ่มอีกจำนวน 121 คันนั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า กองทัพบกยังไม่ได้ มีการเดินเรื่อง เพราะต้องให้ได้ข้อยุติเรียบร้อยเสียก่อน ซึ่งเรื่องนี้เป็นแผนงานที่อนุมัติตั้งแต่สมัย นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีงบประมาณหมดทุกอย่าง ส่วนกรณีที่มีการเปลี่ยนเครื่องยนต์นั้น ปัญหา
ไม่ได้เกิดจากกองทัพหรือจากประเทศที่กองทัพสั่งซื้อ แต่ประเทศที่กองทัพต้องการเครื่องยนต์ เขาไม่ขาย ซึ่งเมื่อเขาขาย ก็ไม่ใช่สเปกที่เราต้องการ จึงมีความล่าช้าเกิดขึ้น
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)