สาทิตย์ไม่หวั่นเสื้อแดงชุมนุมหัวหินค้านอาเซียนซัมมิท

(8ม.ค.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ย้ายสถานที่ประชุมอาเซียนซัมมิทไปที่ อ.หัวหิน และกลุ่มเสื้อแดงประกาศตามไปประท้วง ว่า สถานที่นี้ทุกฝ่ายเห็นชอบไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นทางการแล้ว คงไม่ย้ายไปไหนอีก ส่วนเรื่องการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม คงต้องใช้วิธีการเจรจาทำความเข้าใจกันต่อไป ยังมีเวลาพอสมควร แต่ที่ดีที่สุดคือคนไทยทั้งประเทศต้องร่วมกันเป็นเจ้าภาพการประชุมอาเซียนครั้งนี้

เพราะถ้าเราทำได้ดีก็ถือ เป็นภาพพจน์ที่ดีของประเทศ เป็นที่ยอมรับสามารถสร้างวามเชื่อมั่น ธุรกิจ นักท่องเที่ยวก็ดีขึ้น การม่องเที่ยวดีขึ้น และตนมองไม่เห็นว่ากลุ่มที่จะมาชุมนุมนั้นจะมาด้วยเหตุผลใด ส่วนคนที่จะไปยื่นหนังสือถึงสถานทูตต่างๆนั้นเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะบางคนเคยเป็นรมว.การต่างประเทศด้วยซ้ำไปก็น่าจะรู้ว่าเรื่องการประชุมอาเซียนคราวนี้น่าจะเป็นผลประโยชน์ที่คนไทยทั้งประเทศได้รับและเป็นภาพพจน์ที่ดีของคนไทยในสายตาประชาคมโลก

// //

ส่วนฝ่ายความมั่นคงก็จัดวิธีการดูแลรักษาความปลอดภัย เรื่องการรับมืออย่างไรก็มีการเตรียมการกัน โดยรองนายกฯได้มอบให้ส่วนที่เกี่ยวข้องไปดูแลเรื่องแผนการรักษาความปลอดภัยแล้ว อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าพลังของคนไทยส่วนใหญ่จะช่วยกันบอกกับผู้ชุมนุมว่าช่วยทำอะไรในฐานะที่เป็นเจ้าภาพ เป็นคนไทย อย่าทำอะไรให้ประเทศไทยเสียหาย หรือคนไทยได้รับผลกระทบอีกเลย เราบาดเจ็บมาพอแล้ว ประเทศวิกฤตพออยู่แล้วอย่าเพิ่มเติมวิกฤตอีกเลย

เมื่อถามว่า สมัยพรรคฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลก็ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้ความร่วมมือ นายสาทิตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้ความร่วมมือทุกเรื่อง ไม่เคยขัดขวาง

เมื่อถามถึงกรณีที่ม๊อบเสื้อแดงประกาศปิดล้อมทำเนียบทุกวัน นายสาทิตย์ กล่าวว่า ไม่เป็นอะไรเพราะเป็นสิทธิของเขา แต่เขาน่าจะมองเห็นแล้วว่าวันนี้ประชาชนคิดกับพฤติกรรมของเขาอย่างไร เพราะพฤติกรรมหลายเรื่องมันเกินเลยขอบเขตของการเรียกร้องสิทธิตามรัฐธรรมนูญไปแล้ว กลายเป็นพฤติกรรมการก่อกวน ไม่เหมาะสมที่จะทำในลักษณะละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่คนส่วนใหญ่เขาเข้าใจแล้วว่าประเทศต้องเดินไปข้างหน้าจะมัวมาทะเลาะกันเอง ทำประเทศมีปัญหามันไม่ใช่เวลา ส่วนการใช้วิธีปาไข่นั้นก็เห็นมาสองครั้งแล้ว

ต่อข้อถามว่ากลัวโดนปาไข่หรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวติดตลกว่า ขอเป็นไข่ธรรมดาก็พอ

ตะลุยข่าว : THE GREEN POLICE กองปราบฯ สู่ศตวรรษที่ 21

ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกสามารถระงับยับยั้งปัญหาอาชญากรรมให้ลดลงและควบคุมให้อยู่ในวงจำกัดได้ ตรงกันข้ามกับประเทศไทย กลับมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และมีการกล่าวถึงในระดับนานาชาติว่า