คุมเข้มศาลฏีกา-สื่อทยอยเกาะคดียึดทรัพย์

INN News

สนับสนุนเนื้อหา

องค์คณะผู้พิพากษา พิจารณาคดียึดทรัพย์ จำนวน 7.6 หมื่นล้านบาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางมาถึง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แล้ว โดยรถยนต์ LAND ROVER กันกระสุน ทั้งหมด 9 คัน ท่ามกลางกำลังรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างเข้มงวด ขณะที่ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. พร้อมด้วย รองผบช.น. และ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เดินทางมาต้อนรับ โดยระบุว่า มั่นใจในการดูแลรักษาความปลอดภัย ซึ่งจะใช้กำลังตำรวจประจำอยู่ภายในและโดยรอบ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 600 นาย และประจำ ณ ที่ตั้ง เตรียมพร้อมสนับสนุนอีก 1,500 นาย จึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ตำรวจ ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยได้เป็นอย่างดี ส่วนกล้องทีวีวงจรปิด หรือ CCTV ที่ติดตั้งโดยรอบศาลฎีกา ยืนยันว่า สามารถใช้ได้ ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ ก็จะสามารถบันทึกภาพและนำมาตรวจได้ทันที ทั้งนี้เชื่อว่า จะไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ อย่างไรก็ตาม ตำรวจจะดูแลรักษาความปลอดภัยองค์คณะผู้พิพากษา ตั้งแต่เดินทางมาถึงศาล จนกระทั่งเดินทางกลับ


โดยก่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท
ในช่วงเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาล ได้เริ่มเปิดประตูที่ 4 ด้านข้างศาลฎีกาตรงข้ามสำนักงานอัยการสูงสุด ตั้งแต่เวลา 05.00 น. โดยจะตรวจตราอย่างเข้มงวด และจะอนุญาตให้รถตู้ รถถ่ายทอดสด และรถปั่นไฟ เข้าไปได้เท่านั้น ส่วนรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ไม่อนุญาตให้เข้าไปภายในศาล และได้มีการนำแผงเหล็กมากั้น ปิดถนนหับเผย บริเวณทางเข้าศาลฎีกาฯ แล้ว ขณะที่ บริเวณภายในศาลได้มีกองทัพสื่อมวลชน มาเตรียมติดตั้งรถถ่าย OB เพื่อถ่ายทอดสดในการอ่านคำพิพากษาของศาล ในช่วงบ่ายและเจ้าหน้าที่ศาล ได้มีการนำแผงเหล็ก มากั้นเป็น 2 ชั้น เป็นทางเดินขึ้นสู่ห้องพิจารณาคดี


นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งลำโพง ประมาณ 5 ตัว ไว้เตรียมถ่ายทอดเสียงให้กับผู้ที่ไม่สามารถเข้าฟังภายในห้องพิจารณาคดีได้ อย่างไรก็ตาม ในเวลา 06.30 น. ของวันนี้ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เดินทางมาตรวจความเรียบร้อยด้วยตนเอง ทั้งนี้จะทำหน้าที่เป็นประธานปล่อยแถว ซึ่งเป็นการสนธิกำลังระหว่างตำรวจ ทหาร และเทศกิจ กว่า 1,000 นาย ออกตรวจตราจุดเสี่ยงต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน เพื่อป้องกันและควบคุมความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น จากผู้ไม่หวังดี สำหรับสถานการณ์ช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้น ล่าสุด ไม่พบเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางมาบริเวณพื้นที่ศาล มีเพียงกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วน ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดได้ปักหลักบริเวณท้องสนามหลวง เพื่อรอรับคำปราศรัย ในเวลา 12.00 น. ตามที่แกนนำกลุ่มแดงสยามนัดหมาย


อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้จัดเจ้าหน้าที่ เพื่อรักษาความปลอดภัยและดูแลความเรียบร้อย ในช่วงเช้าของวันนี้ ทั้งหมด 3 กองร้อย ทั้งภายในและภายนอกศาลฎีกา ซึ่งได้รวมกับเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ พร้อมกันนี้ยังได้ตั้งจุดสกัดและด่านตรวจโดยรอบทุกประตูเข้าออกของศาลฎีกา ส่วนการจราจรโดยรอบท้องถนนราชดำเนินและนอกสนามหลวง รวมไปถึง บริเวณรอบศาลฎีกา ยังสามารถใช้การได้อย่างคล่องตัว


โดยหลังจากที่องค์คณะผู้พิพากษา พิจารณาพิพากษาคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะผู้พิพากษา ทั้ง 9 คน
ได้เข้าประชุมร่วมกัน โดยได้เริ่มอ่านคำวินิจฉัยส่วนตน ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ซึ่งจะอ่านคำวินิจฉัยจนครบทุกองค์คณะ จากนั้นจะเริ่มประชุม เพื่อลงมติเขียนคำวินิจฉัยส่วนกลาง ซึ่งจะใช้เสียงข้างมาก ทั้งนี้ ในขั้นตอนตั้งแต่การอ่านคำวินิจฉัย ส่วนตนถึงการลงมติคำวินิจฉัยส่วนกลาง จะไม่อนุญาตบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง เข้าใกล้ห้องประชุมเด็ดขาด และในเวลา 14.00 น. องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 จะออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา ซึ่งจะมีการวิเคราะห์รวม 3 ประเด็น คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ซุกหุ้นจริงหรือไม่ หากซุกหุ้นจริงแล้ว เพื่อประโยชน์ต่อธุรกิจในครอบครัวหรือไม่ และจะมีการพิจารณายึดทรัพย์หรือไม่อย่างไร ท่ามกลาง การรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด


และเมื่อเวลาประมาณ 13.30 น. องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมืองทั้ง 9 คน ได้ขึ้นนั่งบัลลังก์เริ่มอ่านคำพิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 76,000 ล้านบาท โดยผ่านไปแล้วกว่า 1 ชม. ท่ามกลางเกาะติดของสื่อมวลชนทุกแขนง




โดยล่าสุดตอนนี้ เป็นการวินิจฉัยในส่วนของข้อต่อสู้ของผู้คัดค้าน และขณะนี้ ทางศาลเองได้มีการวินิจฉัย แต่ละประเด็น
โดยประเด็นแรกนั้น นำด้วยการที่ผู้คัดค้านที่ 1-6 มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง กับทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายก
รัฐมนตรี และนั้นก็เป็นความคืบหน้า ในส่วนของการอ่านคำพิพากษา ซึ่งคงต้องติดตามต่อไป ว่าในประเด็นหลักๆ แล้ว
ศาลจะวินิจฉัย มาว่าอย่างไรบ้าง