โวยบาทแข็งรายได้สูญ3แสนล.

นายสมมาต ขุนเศษฐ รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเอกชนได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่ามากจาก 35 บาทดอลลาร์สหรัฐ ช่วงต้นปีมาอยู่ที่ 33 บาท ทำให้ภายในปีนี้ผู้ส่งออกต้องเสียรายได้เกือบ 3 แสนล้านบาท เพราะการแข็งค่าทุก 1 บาท รายได้ส่งออกหายไป 1.7 แสนล้านบาท ดังนั้นต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หามาตรการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทมากกว่านี้ เบื้องต้นภาคเอกชนต้องการที่ 35-38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแข่งขันในตลาดโลกได้ เนื่องจากคู่แข่งไทยหลายประเทศใช้นโยบายการขายสินค้าราคาต่ำแย่งสัดส่วนตลาดโลก

ปัจจุบันลูกค้าในต่างประเทศร้องเรียนว่าสินค้าไทยเริ่มแพงกว่าสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายขายสินค้าราคาต่ำเพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด รวมถึงให้แข่งขันกับจีนและเวียดนาม เบื้องต้นหากปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่านานอาจทำให้โรงงานในไทยประสบปัญหาจนเกิดวิกฤติการปิดกิจการอีกรอบ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีทุนไม่มาก เพราะสถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อให้มากนัก

ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นทำให้รายได้ผู้ส่งออกลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายยังเท่าเดิม แถมมีกระแสข่าวว่า ธปท. มีแนวคิดขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก ซึ่งจะซ้ำเติมผู้ประกอบการทั้งที่เศรษฐกิจก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะฟื้นตัวจริงหรือไม่ ทำให้ราคาสินค้าของไทยสูงขึ้นจากช่วงต้นปีไปโดยปริยาย ดังนั้น ธปท.ต้องดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้างเป็นนักวิชาการที่มองแต่ทฤษฎีเท่านั้น

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า ในปี 53 ภาคเอกชนเป็นห่วงเรื่องค่าเงินบาท และปัจจัยการเมืองอย่างมาก เพราะเป็นปัจจัยลบการทำธุรกิจ เนื่องจาก สมาชิก ส.อ.ท.หลายรายได้ร้องเรียนว่าได้รับความเดือดร้อนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นและขายสินค้าเสียเปรียบคู่แข่งจึงอยากให้รัฐบาลและธปท. เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยด่วน เพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขัน.

เรื่องล่าสุดของหมวด การเมือง

ดูหมวด การเมือง ทั้งหมด