UN-สหรัฐฯ ประณามกองทัพเมียนมา หลังขับรถชนม็อบเสียชีวิต 5 ราย

UN-สหรัฐฯ ประณามกองทัพเมียนมา หลังขับรถชนม็อบเสียชีวิต 5 ราย
Voice TV

สนับสนุนเนื้อหา

ผู้ชุมนุมทั่วทั้งเมียนมาถูกกดปราบจากกองทัพอย่างหนักตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี เมื่อวานนี้ (5 ธันวาคม) กองทัพเมียนมาได้สลายการชุมนุม ด้วยการขับรถพุ่งชนแฟลชม็อบกลางกรุงย่างกุ้ง จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย

แฟลชม็อบเป็นวิธีที่ผู้ชุมนุมชาวเมียนมาเลือกใช้ เพื่อลดการสูญเสียจากการปราบปรามของกองทัพเมียนมาลง เช่นเดียวกันกับการชุมนุมเมื่อวานนี้ บริเวณไคมินเดียงของกรุงย่างกุ้ง มีรายงานจากสำนักข่าว CNN ระบุว่า กองกำลังรักษาความปลอดภัยของกองทัพเมียนมา ได้ใช้รถของหน่วยงานขับพุ่งชนผู้ชุมนุม ก่อนที่จะมีการยิงซ้ำ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

จากแถลงการณ์ของกองทัพเมียนมาระบุว่า มีผู้ชุมนุมอีกอย่างน้อย 11 ราย ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัว แต่ไม่มีการระบุถึงรายละเอียดของผู้เสียชีวิตหรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมแต่อย่างใด ในขณะที่สายตาจากพยานบริเวณที่เกิดเหตุ มีการยืนยันว่าพบผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้ถูกจับกุมตัวหลายรายจริง

หลังเหตุขับรถพุ่งชนและยิงซ้ำ สหประชาชาติ (UN) ได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของกองทัพเมียนมา ในขณะที่สถานทูตสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ว่า พวกเขาต่าง “รู้สึกหวาดกลัวจากรายงานว่ากองกำลังรักษาความปลอดภัยได้ยิงปืน ขับรถพุ่งชน และสังหารผู้ชุมนุมที่จัดการชุมนุมอย่างสงบสันติในกรุงย่างกุ้ง” พร้อมระบุว่า “เรา (สหรัฐฯ) ให้การสนับสนุนสิทธิของชาวพม่าในการชุมนุมอย่างสันติ”

เหตุการณ์ปราบปรามในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากการที่ อองซาน ซูจี ผู้นำรัฐบาลพลเรือนของเมียนมา ซึ่งกำลังถูกควบคุมตัวโดยกองทัพ กำลังรอการพิจารณาคดีจากศาลในข้อหาต่างๆ ที่ถูกกองทัพเมียนมากล่าวหา ทั้งการทุจริตด้านงบประมาณ การโกงการเลือกตั้ง การฝ่าฝืนมาตรการควบคุมโควิด-19 ไปจนถึงการยุยงปลุกปั่น ในขณะที่ อองซาน ซูจี เอง ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ปัจจุบันนี้ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุเกี่ยวเนื่องกับการรัฐประหารเมียนมา ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้วอย่างน้อย 2,000 ราย ในขณะที่สถานการณ์ภายในเมียนมาเองยังคงปราศจากเสถียรภาพในการควบคุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จของกองทัพเมียนมา เนื่องจากการลุกฮือของประชาชนผู้ต่อต้านการทำรัฐประหาร ที่เกิดขึ้นในทั่วทุกมุมเมืองของเมียนมา ถึงแม้จะมีการกดปราบอย่างหนักก็ตาม