แท็กซี่พุ่งชนสาวท้องตายทั้งกลม ผัวคาใจ เมียรอในรถฉุกเฉิน 40 นาที เพราะไร้บัตรประชาชน

แท็กซี่พุ่งชนสาวท้องตายทั้งกลม ผัวคาใจ เมียรอในรถฉุกเฉิน 40 นาที เพราะไร้บัตรประชาชน
Sanook! Regional

สนับสนุนเนื้อหา

สาวท้องถูกแท็กซี่พุ่งชนตายทั้งกลม สามีโวย ภรรยารออยู่ในรถฉุกเฉินนาน 40 นาที เพราะเจ้าหน้าที่ถามหาบัตรประชาชน ไม่รีบนำส่งโรงพยาบาล 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (27 ต.ค.) ที่สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลศิริราช ญาติเข้ารับศพ นางสาวนลิน วัย 21 ปี ซึ่งเสียชีวิตระหว่างตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน หลังจากถูกรถแท็กซี่วิ่งชนหน้าตลาดบางแค ถนนเพชรเกษมฝั่งขาออก เมื่อคืนวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยญาติซึ่งมีเชื้อสายจีน นำเอาชาโรยในโลงศพ ก่อนที่จะปูกระดาษเงินกระดาษทอง แล้วจึงนำร่างมาบรรจุใส่โลง ส่วนโลงเด็ก ทางญาติได้นำเบาะ ขวดนม และของเล่นมาใส่ไว้

ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ทั้งแม่ของผู้เสียชีวิตและสามี ต่างทำใจยอมรับไม่ได้  และระหว่างที่นำร่างลูกออกมา นายชนายุทธ หรือ ปาย อายุ 22 ปี สามีของผู้เสียชีวิต ถึงกับเข่าอ่อน ก่อนร้องไห้ออกมา และพูดว่า "เป็นลูกสาวจริงๆ ด้วย" ก่อนจะเดินไปดูหน้าลูกเป็นครั้งสุดท้าย โดยตลอดการทำพิธีนายปาย แทบล้มทั้งยืน และร้องไห้ด้วยความเสียใจ

นายชนายุทธ หรือ ปาย สามีของผู้เสียชีวิต เล่าว่า วันเกิดเหตุตนเองและภรรยาที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ออกไปเพื่อรับประทานอาหาร และจะเดินทางไปพบหมอเนื่องจากภรรยามีอาการปวดท้อง ระหว่างที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ถึงบริเวณสะพานตลาดบางแคได้มีสุนัขวิ่งตัดหน้า ทำให้รถของตนเองชนสุนัขกระทั่งเสียหลัก

ตนเองกระเด็นตกมาอยู่เลนฝั่งด้านซ้าย ขณะที่ภรรยากระเด็นตกไปอยู่ฝั่งเลนกลางด้านขวา ซึ่งตนเองรีบวิ่งพยายามที่จะไปช่วยเหลือได้ยื่นมือจะดึงภรรยาออกจากบริเวณกลางถนน แต่ไม่สามารถช่วยได้ทัน

เพราะระหว่างนั้นมีรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน 9557 กทม. สีส้ม วิ่งมาด้วยความเร็วสูงพุ่งชน และลากร่างภรรยาของตนเองไปกว่า 100 เมตร พร้อมกับทับไปที่ร่างภรรยาของตนเอง ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ก่อนที่แฟนของตนเองจะกระเด็นหลุดออกมา แต่แท็กซี่คันก่อเหตุยังไม่ยอมหยุด ก่อนที่จะมีรถจักรยานยนต์ของพลเมืองดีวิ่งไปขวางหน้ารถแท็กซี่จนถูกจับกุมได้ในที่เกิดเหตุ

ขณะที่ตนเองได้พยายามเข้าไปช่วยภรรยาที่นอนร้องครวญครางซึ่งมีบาดแผลบริเวณแขนซ้ายหักผิดรูป ดั้งจมูกหัก มีรอยถลอกตามตัว พร้อมกับเอามือกุมไว้ที่หน้าท้องด้วยความเป็นห่วงลูกที่อยู่ในครรภ์

ต่อมาได้มีหน่วยกู้ภัยเข้ามาช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น แต่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายภรรยาของตนเองที่บาดเจ็บสาหัสและตั้งครรภ์ไปส่งโรงพยาบาลได้ ต้องรอให้รถฉุกเฉินที่มีเครื่องมือในการช่วยชีวิตเข้าให้การช่วยเหลือ

แต่เมื่อรถฉุกเฉินมาถึงได้นำภรรยาของตนเองขึ้นรถแต่ยังไม่ได้ส่งไปโรงพยาบาลโดยทันที โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าหากไม่มีบัตรประชาชนยังไม่สามารถที่จะนำส่งได้ ตนจึงต้องโทรศัพท์บอกญาติให้มาที่จุดเกิดเหตุเพื่อเอากุญแจห้องไปไขเอาเอกสาร และกลับมาที่เกิดเหตุอีกครั้ง ทำให้ภรรยาของตนเองที่มีอาการสาหัสต้องนอนอยู่บนรถฉุกเฉินกว่า 40 นาที ก่อนที่จะนำตัวไปส่งยังโรงพยาบาลตามสิทธิ์ของภรรยาตนเอง

แต่เมื่อไปถึงภรรยาได้หมดลมหายใจแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่พยายามช่วยปั๊มหัวใจ แต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตภรรยาและลูกของตนเองที่อยู่ในท้องได้ จึงตั้งข้อสงสัยว่าหากรถฉุกเฉินตัดสินใจนำภรรยาของตนเองส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงอาจจะทำให้ภรรยาของตนเองไม่เสียชีวิต

ด้าน นางนงนภัส อายุ 59 ปี แม่ของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า อยากให้ลูกและหลานมีชีวิตเหมือนเดิม ไม่อยากให้ถึงแก่ความตาย ตนรักลูกและหลานที่กำลังจะเกิดมาก แต่เมื่อถึงอายุขัยของเขาแล้วก็ขอให้ไปอยู่ในภพภูมิที่ดี ชาติหน้าขอให้เกิดมาเป็นแม่ลูกกันอีก พร้อมกับยืนยันว่าจะเรียกร้องให้ผู้ที่ขับรถชนลูกสาวรับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่าง

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน สน. หลักสอง เปิดเผยว่า ในส่วนของคดีอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิด พร้อมด้วยพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ และรอผลทางนิติวิทยาศาสตร์ของการผ่าชันสูตรศพ และจะเรียกทั้งผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่มีผู้เสียชีวิตและคนขับรถแท็กซี่เข้าให้ปากคำ ก่อนที่จะสามารถสรุปและแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป