“มายด์ ภัสราวลี” คนธรรมดาผู้ใฝ่ฝันถึงการเมืองที่มั่นคง

“มายด์ ภัสราวลี” คนธรรมดาผู้ใฝ่ฝันถึงการเมืองที่มั่นคง

การชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปี 2563 ไม่เพียงแต่จุดประกายให้ผู้คนหันมาตั้งคำถามกับความเป็นไปในแวดวงการเมืองและสังคมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงพลังของประชาชนคนธรรมดา ที่หลอมรวมกันกลายเป็นขุมพลังอันยิ่งใหญ่ที่สามารถขับเคลื่อนสังคมไปได้ในระยะเวลาเพียงไม่นาน และ “คนธรรมดา” ที่มีบทบาทไม่น้อยในการขับเคลื่อนสังคมนี้ ได้แก่ “มายด์ - ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล”

มายด์ ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผลมายด์ ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล

“คนธรรมดา”

ในสายตาของคนทั่วไป มายด์คือหนึ่งในแกนนำคณะราษฎร ผู้หญิงผมยาว หน้าคม ที่สวมหมวกนิรภัยและสะพายลำโพง คอยเดินปราศรัยอยู่ในการชุมนุมทางการเมืองแทบทุกครั้ง แต่เธอกลับบอกกับ Sanook ว่า ก่อนหน้านี้ เธอเองเป็นเพียงคนธรรมดา ที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น ไม่มีความสนใจอะไรเป็นพิเศษ นอกจากการทำกิจกรรมในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ในฐานะ “สายลุย” ที่ทำงานเบื้องหลังมาตลอด จนกระทั่งในปี 2558 ที่เธอเห็นภาพข่าวนักศึกษาถูกจับกุม จากการทำกิจกรรมยืนมองรอเวลาครบรอบการรัฐประหาร 2557 และนำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับสิทธิของประชาชน ตามด้วยการศึกษาเรื่องการเมืองอย่างจริงจัง

“เมื่อเราเข้าใจแล้ว เราก็เลยเริ่มมองภาพในสังคมตามความเป็นจริงว่า แล้วมันกระทบกับสังคมอย่างไร ซึ่งเราก็เริ่มจับจุดได้ว่าจริงๆ ที่พ่อแม่เราประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ มันก็ไม่ได้เป็นเพราะแค่พ่อแม่เราอย่างเดียวนะ มันเกิดจากสภาพเศรษฐกิจและสังคม การบริหารงาน การจัดการปัญหาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่มันอาจจะไม่เข้ารูปเข้ารอย ซึ่งเราเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าในสังคมนี้ การเมืองอยู่ในทุกเรื่องของชีวิต แล้วเราก็ควรทำความเข้าใจกับมัน เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าเราสามารถทำอะไรให้กับสังคมได้บ้าง แล้วในเมื่อเราเห็นปัญหา เราจะแก้ไขมันอย่างไรได้บ้าง” มายด์เล่า

บรรยากาศของม็อบแฮร์รี พอตเตอร์ ที่มายด์เป็นหนึ่งในผู้จัดAFPบรรยากาศของม็อบแฮร์รี พอตเตอร์ ที่มายด์เป็นหนึ่งในผู้จัด

จุดเริ่มต้นของการทำกิจกรรมทางการเมืองของมายด์ เกิดขึ้นท่ามกลางการควบคุมที่เข้มงวดของรัฐบาล ดังนั้น สิ่งที่เธอทำได้จึงมีเพียงการติดป้ายเพื่อระลึกถึงการรัฐประหารปี 2557 ทุกปี เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการไม่ยอมรับการรัฐประหาร จนกระทั่งถึงปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองสุกงอม เธอได้เข้าร่วมแฟลชม็อบกับนักศึกษาในหลายๆ มหาวิทยาลัย และได้จัดการชุมนุมของตัวเองเป็นครั้งแรก นั่นคือ “ม็อบแฮร์รี พอตเตอร์” เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2563 ก่อนที่จะเข้าร่วมกับคณะประชาชนปลดแอก และกลายเป็นหนึ่งในแกนนำผู้ชุมนุม ซึ่งทำให้เธอค้นพบทักษะที่ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือ “การพูด”

“การพูดเป็นการสื่อสารที่ตรงที่สุดและไวที่สุด เมื่อเราพูดแล้วมีคนฟัง มีคนอยากฟังสิ่งที่เราพูด เราก็มีโอกาสเพิ่มมากขึ้นในการที่เราจะอธิบายความเป็นประชาธิปไตย ความเป็นสิทธิ ความเป็นหน้าที่ ความจริงในสังคม เพื่อที่เราจะแก้ปัญหาได้ เพื่อนชอบถามว่ามึงกล้ามากเลยที่ไปอยู่ตรงนั้น มึงทำได้ไงวะ หนูบอกว่า ทำไมต้องเป็นเราล่ะ มันไม่จำเป็นต้องเป็นเราก็ได้ เป็นเพื่อนทุกคนก็ได้ แต่เราแค่ต้องเตรียมพร้อมก่อนว่า สิ่งที่เราจะพูดมันส่งผลอะไรไหม พูดเพื่ออะไร ทำอย่างไรถึงจะพูดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ทำได้หมดแหละ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นใคร” มายด์กล่าว

มายด์ขึ้นเวทีปราศรัยในการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี วันที่ 26 ตุลาคม 2563AFPมายด์ขึ้นเวทีปราศรัยในการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี วันที่ 26 ตุลาคม 2563

เพราะเชื่อมั่นในความจริง

เมื่อก้าวเข้ามาอยู่ในสปอตไลต์และส่งเสียงท้าทายอำนาจ ย่อมไม่อาจเลี่ยงสายตาของเจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีอำนาจ ในที่สุด มายด์ก็ตกเป็นเป้าของการจับกุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และเหตุการณ์ที่เป็นที่ฮือฮาในโลกออนไลน์มากที่สุด คือเหตุการณ์การบุกจับกุมมายด์ที่ร้านกาแฟย่านราชวิถี ในคืนวันที่ 22 ตุลาคม 2563 ซึ่งมายด์เองก็สามารถรับมือได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว

“ทั้งหมดทั้งมวลมันเกิดจากการที่เราเชื่อว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด” มายด์เริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้น “สิ่งหนึ่งที่เรารู้ก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนั้น เจ้าหน้าที่จะทำเหมือนตัวเองมีอำนาจ แล้วก็เจ้าหน้าที่จะทำเหมือนเราเป็นคนที่ผิด และก็ต้องทำตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ แต่ในเมื่อเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำไม่ได้เป็นเรื่องผิด เรารู้ว่าในกระบวนการ เราสามารถทำอะไรได้บ้าง อย่างเช่น เจ้าหน้าที่มาถึง ยังไม่แสดงหมายตัวจริง ไม่ได้ ไปเอาหมายตัวจริงมา แล้วค่อยคุยกัน สอง การกระทำแบบนี้คือการบุกจับยามวิกาล พวกคุณไม่มีความชอบธรรมแล้วนะ อันนี้คือเรารู้ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไรนะคะ มันเป็นเรื่องที่หลายคนก็ทำได้” มายด์กล่าว

AFP

เมื่อถามถึงวิธีการดูแลจิตใจไม่ให้รู้สึกสิ้นหวัง คำตอบของมายด์กลับไม่ใช่การคิดบวกหรือมองโลกในแง่ดี แต่เป็นการทำความเข้าใจอันตรายและความเสี่ยงที่อยู่ตรงหน้า แล้วหาวิธีจัดการอย่างรอบคอบและมีสติ

“เราอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด 100% ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่เราทำได้คือ รอบคอบให้มากที่สุด อุดช่องว่างที่อาจจะทำให้เราไม่สามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จลุล่วงให้ได้มากที่สุด หากเรามั่นใจก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรต้องกลัวเลย หากเรากำลังสู้กับคนคนหนึ่งที่เขาอยากทำให้เราท้อ เราจะไปตามเกมเขาเหรอ เราจะไปให้เขารู้สึกว่าเขาทำสำเร็จเหรอ ไม่เอา ไม่ทำแบบนั้นดีกว่า เราต้องยืนยันว่า หากเขาจะบั่นทอนกำลังใจเรา เขาจะไม่มีวันทำได้

สังคมที่การเมืองมั่นคง

ทุกการต่อสู้ล้วนมีเป้าหมาย และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายคนก็มีภาพสังคมที่ตัวเองอยากจะเห็นแตกต่างกันออกไป สำหรับมายด์ สังคมไทยที่เธออยากจะเห็น คือสังคมที่มีการเมืองที่มั่นคง เพราะเธอมองว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ล้วนมาจากการเมือง หากการเมืองมั่นคงมากพอ การแก้ปัญหาสังคมอื่นๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

มายด์อธิบายว่า การเมืองที่มั่นคงในนิยามของเธอ มาจาก 4 ปัจจัย ได้แก่ (1) รัฐธรรมนูญที่เข้มแข็งที่มอบอำนาจสูงสุดให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง (2) รัฐบาลที่รู้หน้าที่ มุ่งทำหน้าที่ในการบริหารผลประโยชน์ส่วนรวมให้ตกอยู่กับประชาชนให้ได้มากที่สุด (3) ประชาชนที่ตระหนักรู้ถึงสิทธิของตัวเอง เคารพสิทธิในการแสดงความเห็นของคนอื่น และคอยจับตาดูการทำงานของรัฐบาลให้ทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ และ (4) ต้องไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกต่อไป เนื่องจากรัฐประหารเป็นการบั่นทอนความต่อเนื่องของประชาธิปไตย ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก และถ่วงรั้งความเจริญก้าวหน้าของประเทศ

“หากการเมืองมั่นคง เราจะได้เห็นการพัฒนาอีกหลายอย่างในประเทศนี้ ที่มันจะรวดเร็วมากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หนูเชื่อแบบนั้น” มายด์กล่าว

แสงสว่างของชัยชนะ

เมื่อเวลาผ่านไป เมล็ดพันธุ์แห่งประชาธิปไตยที่มายด์และเพื่อนๆ หว่านไว้ เริ่มงอกงาม จากการที่หลายคนเริ่มจับตามองการทำงานของรัฐบาล ตั้งคำถามกับประเด็นปัญหาต่างๆ ในสังคม รวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ภาพสังคมที่เคลื่อนตัวไปข้างหน้าทีละน้อยจากการตื่นตัวของคนในสังคม ทำให้มายด์รู้สึกภูมิใจอย่างมาก

“หนูเชื่อว่าวันหนึ่งอำนาจมันจะกลับมาเป็นของประชาชนน่ะ เราไม่ได้เชื่อลอยๆ ด้วย ความเชื่อมั่นของเรามันเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่มีการชุมนุม เพราะ ณ ตอนนี้ การตื่นตัวของคนในสังคมเกิดขึ้นรวดเร็วมาก แล้วก็มีประสิทธิภาพจริงๆ วันนี้เราไม่ได้สู้ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว ยังมีเพื่อนเราอีกหลายคนที่อยากเห็นสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่มันดีขึ้น ถ้ามันแก้ปัญหาได้ ประโยชน์หลังจากนี้จะตกอยู่กับสังคมเต็มๆ เลย แสงสว่างของชัยชนะมันอยู่ตรงนั้น แล้วเราเห็นมันชัดเจนขึ้น เราถึงมีแรงเดินต่อ หนูบอกตรงๆ ว่าหนูไม่สามารถหันหลังให้กับแสงสว่างแบบนั้นได้จริงๆ” มายด์ทิ้งท้าย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง