Rakuten+ตลาดดอทคอม
สัญญาณปรากฏขึ้นเมื่อกลางสัปดาห์ก่อน บริษัท Rakuten (ราคุเทน) ผู้ดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ จากประเทศญี่ปุ่น แถลงข่าวความร่วมมือการดำเนินธุรกิจ ร่วมกับบริษัทตลาดดอทคอม เจ้าของเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีอันดับของไทย โดยราคุเทนเข้าถือหุ้นของบริษัทตลาดดอทคอมเป็นจำนวน 67 เปอร์เซ็นต์
ไม่ใช่ประกาศลอย ๆ เพราะขณะนี้ ผ่านขั้นตอน ในการเข้าถือครองหุ้นเรียบร้อยไปแล้ว พร้อมจะดำเนินการ กิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยในเร็ววัน รอเพียงให้ได้จังหวะเหมาะราว ๆ ต้นปีหน้า
ราคุเทน www.rakuten.co.jp ที่อ้างว่าเป็นกิจการค้าขายออนไลน์ระดับบิ๊กของญี่ปุ่น เพราะมีสมาชิกในดินแดนปลาดิบอยู่ 60 กว่าล้านคน ปี พ.ศ. 2551 ค้าขายได้มากกว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยธุรกิจหลัก ๆ ได้แก่ ราคุเทน อิชิบะ ตลาดออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น มีสินค้าวางขายในเว็บไซต์ 40 กว่าล้านชิ้น มีร้านค้าออน ไลน์เปิดอยู่ 30,000 กว่าร้าน โดยร้านค้าหลายรายมีรายได้ถึงเดือนละ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจอื่น ๆ ทางอินเทอร์เน็ต เช่น ธุรกิจสำรองที่พัก และการบริการทางการเงิน นับจำนวนพนักงานได้ตั้ง 5,000 กว่าคน
บริษัทตั้งเป้าหมายจะเป็นบริษัทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สัญชาติญี่ปุ่นเจ้าแรกที่เป็นกิจการค้าออนไลน์ชั้นนำของโลก ที่ให้บริการทางอินเทอร์เน็ตทั่วทุกมุมโลก ปีที่แล้วก็เข้าไปร่วมทุนกับเอกชนของไต้หวันเปิดธุรกิจราคุเทน อิชิบะ การเข้ามาในตลาดประเทศไทยจึงเป็นการขยายกิจการออกไปยังต่างประเทศครั้งที่สองของบริษัท
การเลือกเข้ามาลงทุนในประเทศไทยก็เพราะบรรดาประเทศต่าง ๆ แถบภูมิภาคอาเซียน ไทยเป็นทำเลที่มีศักยภาพการขยายตัวทางธุรกิจสูงเหมาะสมแห่งหนึ่ง
ส่วนตลาดดอทคอม www.tarad.com ก็ไม่ใช่ย่อย ก่อตั้งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เพื่อเป็นเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รายแรก ๆ จนเติบใหญ่ร้มของประเทศ มีลักษณะธุรกิจคล้ายกับราคุเทน อิชิบะ มีร้านค้าออนไลน์ 160,000 ราย ค้าขายในเว็บ สินค้าหลากหลายประเภท เช่น สินค้าแฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้า รวม 1.4 ล้านชิ้น มีสมาชิก 2 ล้านกว่าคน
ภาวุธ พงษ์วิทยภาณุ กรรมการผู้จัดการ ตลาดดอทคอม กล่าวว่า การที่ราคุเทนเข้าถือหุ้นตลาดดอทคอม ได้วางแผนนำระบบบริหารจัดการที่ดีและรูปแบบการบริหารงานที่มีลักษณะเฉพาะของบริษัทมาใช้ โดยวางแผนขยายกิจการเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยรูปแบบการใช้งานและการบริการที่หลากหลายสำหรับคู่ค้าและผู้ใช้บริการ ตั้งแต่ต้นปีพ.ศ. 2553 เป็นต้นไป ทั้งได้ตั้งเป้าหมายการให้บริการซื้อของออนไลน์ที่สะดวกสบายกับผู้บริโภคและคาดหวังจะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศคล่อง ตัวมากขึ้น ด้วยการส่งเสริม ผู้ประกอบกิจการขนาดย่อม หรือ SMEs ในการจำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์
หลายคนอยากรู้ว่า เราซื้อขายกันเท่าไหร่ ผม ขอไม่บอก แต่ไม่ใช่การเทค โอเวอร์ ไม่ใช่การซื้อบริษัท เป็นการร่วมธุรกิจกัน โดยเราติดต่อศึกษาข้อมูลกันอยู่ 2 ปีจึงตัดสินใจ ผมก็ยังอยู่เป็น เจ้าของร่วม ยังต้องรับผิดชอบคู่ค้า ลูกค้าอยู่ ขอให้มั่นใจ เรายังเหมือนเดิม การมีพาร์ตเนอร์ (หุ้นส่วน) จะทำให้ผู้ค้าในเว็บเรารวยขึ้น เราก็จะเติบโตไปด้วยกัน จึงไม่ใช่ประโยชน์จะตกกับเรา แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ตลาด เราจะโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลต่อจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวม) ของประเทศ อาจไม่มาก แต่ก็เยอะ ชื่อเว็บก็ยังเป็นตลาดดอทคอมเหมือนเดิม เพราะใช้ชื่อ ราคุเทน คงไม่เป็นที่รู้จัก การบุกตลาดก็เหมือนเดิม แต่จะเข้าถึงง่ายกว่า เพราะมีโนฮาว หรือองค์ความรู้ใหม่ ที่ใช้ในประเทศญี่ปุน และไต้หวันเห็นประสบความสำเร็จแล้ว ส่วนจะเป็นอย่างไรยังบอกไม่ได้ แต่จะเป็นเว็บอีคอมเมิร์ซที่ใช้ง่าย มีเครื่องมือช่วยงานเยอะ ผู้ค้ามีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า
ถึงจะไม่ใช่การเข้าครอบงำกิจการ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้น คนที่เป็นคู่ค้าก็คงสงสัย ว่าอะไรจะตามมา หรือจะต้องปรับตัวอย่างไร ภาวุธ อธิบายว่าภาพรวมยังเหมือนเดิมสำหรับคนที่ค้าขายกับ www. tarad.com แต่จะมีโมเดล (รูปแบบ) ใหม่ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการค้าขายได้มากขึ้น ซึ่งถ้าพร้อมและสนใจก็เข้มได้ ผู้ค้าจึงไม่ต้องปรับตัวแต่อย่างใดเพราะตอนนี้อยู่ในช่วงวางแผนและทดลอง จะมีร้านค้าบางกลุ่มที่บริษัทเลือก แนะนำให้ทำก่อน แต่ในอนาคต ร้านที่พร้อมก็เข้ามาได้เลย
แม้ไม่สามารถบอกได้ว่า รูปแบบใหม่ภายหลังการร่วมทุนกับ ราคุเทน จะเป็นอย่างไร แต่ก็แย้มว่า ระบบที่มีจะช่วยให้ค้าขายได้มาก ขึ้น โดยเฉพาะการค้าข้ามประเทศระหว่างกัน ทั้งญี่ปุ่นและไต้หวัน โดยทันทีที่เริ่มรูปแบบใหม่ต้นปีหน้า ก็จะเปิดรับผู้สนใจเลย ด้วยต้นทุน ค่าใช้จ่ายที่ไม่มากนัก โดยมีเป้าหมายว่าจะโตไปด้วยกัน
บนเว็บไซต์ ราคุเทน พบว่า นอกจากการค้าออน ไลน์ ระบบค้าปลีก ค้าส่ง ยังมีระบบการให้สินเชื่อกับผู้ซื้อ ถามว่าจะนำมาใช้ด้วยหรือไม่ ภาวุธ ตอบว่า ยังไม่ได้หารือถึงประเด็นนี้ แต่อธิบายว่า ราคุเทนมีธนาคารของตนเอง มีระบบบัตรเครดิต ส่วนจะทำได้หรือไม่ ก็ต้องใช้เวลาศึกษากฎระเบียบต่าง ๆ เพราะในประเทศไทยกับญี่ปุ่นอาจไม่เหมือนกัน
สำหรับการซื้อขายออนไลน์ ซึ่งเป็นวิถีของคนรุ่นใหม่ มูลค่าการจับจ่ายพุ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ แต่ยังอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย ส่วนรายใหญ่ยังไม่ได้ลงมาเล่นในตลาดนี้ เป็นประเด็นที่ภาวุธเห็นด้วย พร้อมกับชี้แจงว่าถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ยังไม่ลงมาเต็มที่ แต่เขาก็กำลังจะทำ โดยสาเหตุที่รายใหญ่ไม่เข้าร่วมก็เนื่องจากการซื้อขายระบบนี้ยังแพร่หลายไม่กว้างเท่าที่ควร แต่เชื่อว่าปีหน้าเป็นต้นไป การค้าขายออนไลน์จะขยายตัวมากขึ้น และอินเทอร์เน็ตจะเป็นช่องทางธุรกิจที่ทุกฝ่ายสนใจเข้ามา
เพราะเชื่อว่าจะชัวร์กว่าตอนนี้เยอะ.
วีระพันธ์ โตมีบุญ
VeeraphanT@Gmail.com
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี