พธม.อ่านแถลงการณ์ไล่เขมรสมใจ ลั่นทำทุกทางทวงคืนแผ่นดิน พท.ซัดขโมยซีนเสื้อแดง นายกฯวอนอย่าตีกัน นายก
พันธมิตรแถลงบนมออีแดง
เหตุการณ์ตึงเครียดระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับชาวบ้าน ต.ภูมิซรอล อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ คลี่คลายลงจนเป็นปกติแล้ว เมื่อ พ.อ.ธัญญา เกียรติสาร เสนาธิการกองกำลังสุรนารี และ พ.ท.วิชิต มัคการุณ หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน กองกำลังสุรนารี นำกำลังทหารมารับนายวีระ สมความคิด แกนนำกลุ่มพันธมิตร และคณะจำนวน 33 คนเดินทางโดยรถบัสทหาร 2 คันขึ้นไปยังบริเวณผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 20 กันยายน โดยมีสื่อมวลชนทุกแขนงติดตามขึ้นไปด้วย ท่ามกลางกำลังทหารอารักขาอย่างเข้มงวด
เมื่อขึ้นไปถึงผามออีแดง นายวีระชี้ให้สื่อมวลชนดูพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งชาวกัมพูชาเข้ามาบุกรุกยึดครองเขตแดนไทยในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) โดยก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ทั้งบ้านเรือน วัด ถนน จากนั้น นายวีระได้อ่านแถลงการณ์ในนาม ภาคีเครือข่ายประชาชนทวงคืนดินแดนไทยรอบปราสาทพระวิหาร ฉบับที่ 1/2552 และ 2/2552 เรื่อง ประกาศเจตนารมณ์ทวงคืนดินแดนไทย เนื้อหาโดยสรุประบุว่า พื้นที่ 4.6 ตร.กม.เป็นของประเทศไทย ภาคีเครือข่ายจะดำเนินการในทุกวิถีทางตามกรอบของกฎหมายเพื่อทวงคืนแผ่นดินไทยรอบปราสาทพระวิหารกลับคืนมาให้กลับมาเป็นของราชอาณาจักรไทยดังเดิม ทั้งในทางพฤตินัยและนิตินัย และดำเนินการเอาผู้กระทำความผิดในการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือสมรู้ร่วมคิดในการทำให้ดินแดนไทยต้องถูกรุกล้ำหรือเสียดินแดน มาลงโทษตามกฎหมายจนถึงที่สุด
วีระพาคนแจ้งความชาวภูมิซรอล
เวลา 11.30 น. นายวีระพร้อมคณะเดินทางไปที่ สภ.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ เพื่อนำกลุ่มพันธมิตรที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกันกับชาวบ้านภูมิซรอล รวมทั้งนำรถทัวร์และรถยนต์ส่วนตัวที่ได้รับความเสียหายไปแจ้งความกับ พ.ต.อ.วัฒนา เงินหมื่น รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (รอง ผบก.ภ.จว.) ศรีสะเกษ ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มชาวบ้านภูมิซรอลในข้อหาทำร้ายร่างกายและทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
พ.ต.อ.วัฒนากล่าวว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวน สภ.บึงมะลู ได้รับแจ้งความไว้แล้ว และจะสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายอย่างเต็มที่
เวลา 12.30 น. ที่บริเวณด่านเก็บค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางมาตรวจและติดตามสถานการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร จากนั้นแม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาแต่อย่างใด เนื่องจากทางกองทัพภาคที่ 2 ได้พูดคุยกับผู้นำทหารของกัมพูชา และมีความเข้าใจกันแล้ว
ชาวบ้านแจ้งความกลับ
เวลา 13.30 น. นายวีระยุทธ ดวงแก้ว กำนัน ต.เสาธงชัย แกนนำชาวบ้านที่ต่อต้านกลุ่มพันธมิตร กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.บึงมะลู ว่า เป็นสิทธิของกลุ่มพันธมิตรที่สามารถดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของชาวบ้านที่ต่อต้านและได้รับบาดเจ็บนั้นมีอยู่ทั้งสิ้น 4 ราย รวมทั้งทรัพย์สินได้รับความเสียหายหลายรายการ จะนำกลุ่มชาวบ้านไปแจ้งความที่ สภ.บึงมะลูเพื่อให้ตำรวจดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรด้วยเช่นกัน
ผบ.ทบ.ส่งของเยี่ยม4คนเจ็บ
เวลา 14.30 น. ที่ตึกศัลยกรรม-อุบัติเหตุ โรงพยาบาลกันทรลักษ์ พล.ต.ชวลิต ชุณประสาร ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี เป็นผู้แทน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) นำกระเช้าผลไม้เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บจากการปะทะกันครั้งนี้ ประกอบด้วย นายประเสริฐ ผิวขาว อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ 3 ต.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ ฟันบนหัก 3 ซี่, นายชำนาญ ชาแพง อายุ 17 ปี อยู่บ้านเลขที่ 322 หมู่ 10 ต.บึงมะลู ถูกตีด้วยไม้สลบ 10 นาที มีอาการปวดท้ายทอย และปวดที่ข้อศอกขวา, น.ส.สุวนันท์ คำวันดี อายุ 15 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40 หมู่ 2 บ้านหนองนาคำ อ.เมืองอุดรธานี ปวดท้องน้อยด้านขวา แพทย์ได้ผ่าตัดไส้ติ่งให้เรียบร้อยแล้ว และนายสุทธิศักดิ์ แก้วแกมจันทร์ อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 145/62 หมู่ 15 ต.นอกเมือง อ.เมืองสุรินทร์ ถูกยิงด้วยปืนที่ขาซ้าย 5 รู อาการสาหัสมาก แพทย์ส่งตัวไปโรงพยาบาลศรีสะเกษ
พล.ต.ชวลิตกล่าวว่า ผบ.ทบ.มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากการเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงมอบหมายให้นำเอากระเช้าผลไม้มาเยี่ยมให้กำลังใจ ขณะนี้เหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว จะสั่งการให้ลดกำลังทหารที่ด่านทางขึ้นอุทยานเขาพระวิหารลงบางส่วน
เสื้อเหลืองสลายตัวกลับบ้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดกลุ่มพันธมิตร ซึ่งพักอยู่ที่หมู่บ้านศีรษะอโศก ประมาณ 1,000 คน เริ่มทยอยเดินทางด้วยรถทัวร์ รถตู้ และรถปิคอัพ ออกจากหมู่บ้านศีรษะอโศก เพื่อกลับภูมิลำเนาของตนเองแล้ว
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์น่าจะคลี่คลายไปแล้ว หลังจาก พล.ต.เชาวลิต ชุนประสาน ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารีพาตัวแทนกลุ่มพันธมิตรขึ้นไปประกาศเจตนารมณ์บนผามออีแดง ทุกอย่างน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนเรื่องการปะทะกันระหว่างประชาชนทั้งสองฝ่ายนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิด
นายกฯวอนคนไทยอย่าตีกัน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรกับชาวบ้าน ต.ภูมิซรอล จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากว่า ได้หารือกับ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะรักษาการแทน ผบ.ตร. (รรท.ผบ.ตร.) ให้ดำเนินการกับผู้ทำผิดกฎหมาย เนื่องจากมีคนบันทึกภาพเหตุการณ์ (การทำร้ายร่างกาย) ได้ตามสมควร ดังนั้นน่าจะสามารถสืบสวนสอบสวนได้ไม่ยาก อันนี้ต้องว่ากันตรงไปตรงมา
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดหรือไม่ว่าปัญหาจะจบเมื่อตัวแทนพันธมิตรขึ้นไปอ่านแถลงการณ์บนผามออีแดง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าพยายามพูดคุยกันให้เข้าใจเรื่องการรักษาสิทธิ รักษาดินแดนว่าวิธีการใดจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด คิดว่าอาจจะเกิดความเข้าใจ บางครั้งมุมมองอาจจะแตกต่างกัน แต่ขอให้มั่นใจได้เลยว่ารัฐบาลไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนแอบแฝง ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นอะไรเลย มีเจตนาเหมือนกลุ่มที่เดินทางไปเขาพระวิหารว่าต้องการรักษาดินแดน เรื่องการแสดงออกของแต่ละฝ่ายสามารถทำได้ แต่ขอความกรุณาว่าคนไทยด้วยกันอย่าทำร้ายกันเอง เมื่อถามว่า มั่นใจว่านโยบายที่ใช้อยู่ขณะนี้ไม่อ่อนแอเกินไป นายกฯกล่าวว่ามั่นใจ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ได้คลี่คลายลงแล้ว เจ้าหน้าที่พยายามดูแลให้เกิดความเรียบร้อย และไม่ขอวิจารณ์การเคลื่อนไหวของพันธมิตร เพราะเกรงว่าจะทำให้เป็นความขัดแย้งเกิดขึ้นอีก แต่เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย
ปชป.ปัดปั้นเรื่องแย่งซีนม็อบแดง
นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ แถลงที่พรรคประชาธิปัตย์ว่า ขอปฏิเสธข่าวที่พรรคเพื่อไทยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเกมที่รัฐบาลจับมือกับกลุ่มพันธมิตรสร้างสถานการณ์เพื่อกลบข่าวการชุมนุมของคนเสื้อแดง ทั้ง 2 เหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่มีใครแย่งซีนใคร ถือเป็นการตั้งข้อสังเกตจากคนที่ไม่มีสาระ และไม่ควรให้น้ำหนัก ยืนยันว่ารัฐบาลดำเนินการโดยไม่ได้ยึดพันธมิตรเป็นหลัก
นายบุญยอด สุขถิ่นไทย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แกนนำพันธมิตรบางส่วนเข้าใจรัฐบาล แต่พันธมิตรบางส่วนเช่น นายวีระ สมความคิด ต้องการแสดงความคิดเห็น เชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรจะไม่ดื้อ หากประชาชนและสื่อมวลชนสะท้อนให้รับรู้ถึงความรู้สึกของคนทั่วไป กลุ่มพันธมิตรและนายวีระต้องรับฟังและทบทวนบทบาท
ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ปะทะกันเหมือนคนไทยฆ่ากันเองให้คนกัมพูชาดู นายสาธิตกล่าวว่า เชื่อว่ามีการปลุกระดมจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถ้าทั้งสองฝ่ายกับมาทบทวนตัวเองอีกครั้งก็จะไม่เกิดเหตุการณ์นี้ซ้ำสอง
เพื่อไทยร้อนตัวปัดชักใย
ที่พรรคเพื่อไทย ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ และอดีตโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าชาวบ้านในพื้นที่ต้องการความสงบ เพราะชาวบ้านได้รับประโยชน์ในเชิงการท่องเที่ยว แต่เมื่อมีคนเข้าไปก่อหวอดสร้างสถานการณ์ ทำให้ชีวิตที่สงบสุขของชาวบ้านเปลี่ยนไป ชาวบ้านจึงต้องออกมาปกป้องสิทธิของตัวเอง จนเกิดเหตุปะทะกันเกิดขึ้น เหมือนกลุ่มพันธมิตรไปทิ้งขยะหน้าบ้านเขา หรือเหมือนไปอึไว้ให้เก็บกวาด ชาวบ้านจึงต้องออกมาต่อต้าน ยืนยันว่านักการเมืองซีกพรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่เบื้องหลังปลุกระดมให้ชาวบ้านออกมาต่อต้าน เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไร
เชื่อสร้างเหตุแย่งซีนเสื้อแดง
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่าการประท้วงของพันธมิตรอาจมีนัยยะแอบแฝงทางการเมือง สร้างเหตุการณ์ขึ้นมาเพื่อกลบเหตุการณ์อีกเหตุการณ์หนึ่ง เนื่องจากวันดังกล่าวป็นวันเดียวกันกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา เรื่องนี้น่าจะมีนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายความมั่นคงอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะรูปแบบการชุมนุมเป็นแบบยุทธวิธีทางทหารมากกว่าวิธีของประชาชน โฆษกเขมรไม่กังวลม็อบไทย
ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างการเปิดเผยของนายคอย ควง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ว่า ทางฝ่ายกัมพูชาได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปประจำการอยู่ที่ปราสาทพระวิหารเช่นเดียวกัน นายคอยกล่าวว่า เราไม่มีความกังวลในเรื่องกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงของไทยบริเวณชายแดนด่านปราสาทพระวิหารเลย เนื่องจากทางฝ่ายรัฐบาลไทยบอกว่าพวกเขาจะจัดการรับมือในการป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตของปราสาทพระวิหาร ----------------------------------------------------
หมายเหตุ-เมื่อวันที่ 20 กันยายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) นำโดยนายวีระ สมความคิด กับชาวบ้าน ต.ภูมิซรอล อ.กันทราลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา
---------------------------------------------------
เมื่อวันที่ 19 กันยายน ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนจำนวนไม่น้อยมีความวิตกกังวลเรื่องการชุมนุมของกลุ่มบุคคล ทั้งที่ จ.กรุงเทพมหานคร และที่ จ.ศรีสะเกษ เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจในมุมมองที่ว่ารัฐบาลยังไม่เข้มแข็งเพียงพอในเรื่องการรักษาสิทธิและอธิปไตยในดินแดนของไทย กรณีปราสาทพระวิหารและบริเวณที่เกี่ยวข้อง ความจริงผมพยายามชี้แจงมาโดยตลอดว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ มีการดำเนินการในเชิงกฎหมาย และในเชิงระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งยกเลิกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา การดำเนินการในส่วนของคณะกรรมการมรดกโลก กับยูเนสโก (องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ) ว่าเราไม่เห็นด้วยกับการขึ้นทะเบียน นอกจากนี้เมื่อเกิดปัญหาปะทะกันเมื่อปีแล้ว ก็เจรจาให้กลับไปยึดข้อตกลงเมื่อปี 2543 โดยจัดตั้งคณะกรรมการจัดทำหลักเขตแดนขึ้นมา ในระหว่างที่คณะกรรมการกำลังทำงาน ก็ได้ตกลงกันว่าจะไม่ให้เข้าไปปรับสภาพพื้นที่ใดๆ
อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่ไปชุมนุมเมื่อวันที่ 19 กันยายน อาจต้องการให้ดำเนินการที่เด็ดขาด แต่ผมได้พยายามชี้แจงแล้วว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้ไม่มีการเสียดินแดน ไม่มีการเสียอธิปไตยแต่อย่างใด แต่เป็นการแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของสันติวิธีและข้อตกลงต่างๆ ในทางตรงกันข้ามหากมีเหตุการณ์ปะทะกันขึ้นมา ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากอะไรก็แล้วแต่ มันมีโอกาสสูงที่เรื่องนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ถูกยกระดับขึ้นไป จะเป็นผลเสียกับประเทศไทย เป็นผลเสียด้านความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นผลเสียกับอาเซียนเอง
บังเอิญประชาชนที่ขึ้นไปได้เจอปัญหาว่ามีพี่น้องประชาชนอีกกลุ่มไม่เห็นด้วย ผมได้ขอร้องให้เจ้าหน้าที่อยู่ตรงกลางพยายามอย่าให้พี่น้องปะทะกัน เผชิญหน้ากัน แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจะยันกับคนจำนวนมากทั้ง 2 ฝ่ายได้ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจว่าทำให้เกิดการปะทะกันแล้วมีการบาดเจ็บ แต่ผมกับฝ่ายความมั่นคงได้เร่งทำให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะความสงบเรียบร้อย และเจรจากัน ในที่สุดได้ข้อยุติว่าในวันที่ 20 กันยายน ให้ส่งตัวแทนขึ้นไปอ่านแถลงการณ์เสร็จ ก็เป็นอันจบสิ้นกิจกรรม
ผมขอย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจในปัญหานี้ และอยากเรียกร้องอีกครั้งหนึ่งว่าการแสดงออกของแต่ละฝ่าย ของคนที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันนี้ สามารถทำได้ แต่ขอความกรุณาว่าเราคนไทยด้วยกันอย่าทำร้ายกันเอง และขอให้ให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ เพราะรัฐบาลได้มอบนโยบายอย่างชัดเจนในกรณีการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนต่างๆ ทุกกลุ่มว่าสิ่งที่ต้องการเห็นมากที่สุดคือ หลีกเลี่ยงไม่ให้มีการปะทะกัน และไม่ให้มีการใช้ความรุนแรง
@ มีช่องว่างอะไรในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ถึงทำให้คนไทยปะทะกันเอง
เมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน ผมได้คุยกับ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรักษาราชการ ผบ.ตร. (รรท.ผบ.ตร.) ท่านบอกว่ามีข้อจำกัด เพราะเจ้าหน้าที่ที่อยู่ตรงกลางระหว่างประชาชน 2 ฝ่าย ไม่สามารถรักษาแนวเอาไว้ได้ เนื่องจากคนทั้ง 2 ฝ่ายมีจำนวนมาก ส่วนปัญหาว่าใครไปทำผิดอะไร เจ้าหน้าที่มีส่วนร่วมด้วยหรือไม่ อันนี้ต้องว่ากันตรงไปตรงมา ผมเข้าใจว่ามีคนบันทึกภาพได้ตามสมควร ดังนั้น น่าจะสามารถสืบสวนสอบสวนได้ไม่ยาก
@ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อการดูและพื้นที่หรือไม่
ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นมีผลกระทบ พวกเราคนไทยคงไม่อยากเห็นภาพที่คนไทยมีปัญหากันเองอย่างนี้ อีกทั้งต่างชาติจะมองเราอย่างไร ดังนั้น จึงอยากให้ทุกฝ่ายทบทวนว่าต่อไปจะทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนี้อีก
@ ในขณะที่รัฐบาลไทยยืนยันเรื่องการเจรจา แต่กลับมีประชาชนกัมพูชาเข้ามาปักหลักในพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรบนเขาพระวิหาร การเจรจาจะมีผลหรือไม่อย่างไร
หลังเหตุการณ์ในกัมพูชาสงบลง มีการเปิดพื้นที่ตรงนั้นเพื่อให้คนเข้าไปท่องเที่ยว และเกิดชุมชนขึ้นมา มีทั้งคนไทยและกัมพูชาไปอยู่ตรงนั้น ต่อมาเมื่อจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชาในปี 2543 ก็คุยกันว่าให้คงสภาพพื้นที่เอาไว้ อย่าไปทำอะไรจนกว่าคณะกรรมการจัดทำหลักเขตแดนจะพิจารณาเรื่องพื้นที่เสร็จ อย่างไรก็ตาม ประมาณปี 2545-2547 คนไทยได้ออกจากพื้นที่เพราะไม่พอใจกับสภาพความเป็นอยู่ จนกระทั่งเกิดเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก มีการปะทะกัน ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายส่งกองกำลังไปอยู่ตรงนั้น แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาให้ถอนกำลังออกมา เพื่อคืนสภาพให้กลับไปเหมือนปี 2543 ฝ่ายกัมพูชาพร้อมเจรจา ฝ่ายไทยเองรอกรอบการเจรจาที่ต้องผ่านสภาเท่านั้นเอง
ขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีปัญหา และความจริงบริเวณชายแดนไม่ได้มีจุดนี้เพียงจุดเดียว โดยฝ่ายไทอสันปันน้ำ ส่วนกัมพูชาถือแผนที่ ทำให้มีหลายจุดมากที่เหลื่อมกันอย่างนี้ ทุกจุดมีกองกำลังของทั้ง 2 ฝ่ายตรึงอยู่ เราเพียงแต่บอกว่าทำอย่างไรให้คณะกรรมการจัดทำหลักเขตแดนทำงานได้ ระหว่างนี้หากค่อยๆ ถอนกำลังออกมาได้ก็เป็นเรื่องที่ดี
@ การที่ไทยถือสันปันน้ำทำให้เสียเปรียบทางการกัมพูชาที่ถือแผนที่หรือไม่
ไม่หรอกครับ เพราะเราถือว่าสนธิสัญญาระหว่าง 2 ประเทศให้ยึดหลักสันปันน้ำ ในมุมมองของเราชัดเจนว่าสนธิสัญญาบอกว่ายึดสันปันน้ำ และแผนที่ที่มาทำคือ คำว่าสันปันน้ำอยู่ที่ไหน เราคิดว่าต้องยึดข้อเท็จจริง แต่กัมพูชายังโต้แย้ง จนขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติ ต้องไปทำในกรอบคณะกรรมการจัดทำหลักเขตแดนต่อไป
@ เหตุใดทางการกัมพูชายังปรับสภาพพื้นที่ต่อเนื่อง ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหรือไม่
ทุกครั้งที่มีการละเมิดข ้อตกลง จะมีการประท้วง และขณะนี้มีการส่งกำลังเข้าไป แต่เราไม่ต้องการให้เกิดการปะทะกัน เพราะจะส่งผลกระทบต่อเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ไม่เฉพาะเรื่องความสัมพันธ์เท่านั้น ผมยืนยันเลยว่าเรากำลังทำทุกอย่างด้วยความรอบคอบ ไม่ต้องการเสียสิทธิ ไม่ต้องการเพลี่ยงพล้ำ หรือเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
@ คิดหรือว่าปัญหาจะจบเมื่อตัวแทนพันธมิตรได้ขึ้นไปอ่านแถลงการณ์
ถ้าพยายามมาพูดคุยกันให้เข้าใจเรื่องการรักษาสิทธิรักษาดินแดนว่า วิธีการใดจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด ผมคิดว่าอาจจะเกิดความเข้าใจ แต่หลายเรื่องจะให้พูดในที่สาธารณะก็คงไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และกระทบต่อความได้เปรียบเสียเปรียบของเราเอง ดังนั้น จึงอยากขอให้คนที่สนใจเรื่องนี้มาแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน บางครั้งมุมมองอาจจะแตกต่างกัน แต่ขอให้มั่นใจได้เลยว่ารัฐบาลไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนแอบแฝง ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นอะไรเลย มีเจตนาเหมือนคนที่เดินทางไปเนี่ยว่าต้องการรักษาดินแดน
---------------------------------------
หมายเหตุ : แถลงการณ์ภาคีเครือข่ายประชาชนทวงคืนดินแดนไทยรอบปราสาทพระวิหาร ฉบับที่ 2/2551
เรื่อง ดินแดนรอบปราสาทพระวิหารเป็นของราชอาณาจักรไทย ซึ่งนายวีระ สมความคิด แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมคณะจำนวน 76 คน นำขึ้นไปอ่านบนมออีแดง เขาพระวิหาร เมื่อวันที่ 20 กันยายน
---------------------------------------
เราในฐานะประชาชนชาวไทยขอประกาศให้ประชาชนทั่วโลกได้ทราบว่า
1.ปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย ตามแนวเขตสันปันน้ำ ซึ่งเป็นการปักปันเขตแดนเอาไว้ระหว่างคณะทำงานร่วมของประเทศฝรั่งเศสและสยามประเทศ เมื่อ พ.ศ.2447 (ค.ศ.1904) อันเป็นการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล
ดังนั้น เราในฐานประชาชนชาวไทยจึงยังคงยึดถือแนวเขตปักปันสันปันน้ำดังกล่าว ว่าเป็นการกำหนดพรมแดนระหว่างไทยและกัมพูชาตลอดมา โดยถือว่าปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบทั้งหมด เป็นของราชอาณาจักรไทยแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่มีพื้นที่ทับซ้อน ไม่มีพื้นที่กันชนใดๆ ทั้งสิ้น แม้จะมีคำพิพากษาของศาลโลกอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ว่า ตัวปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชา เมื่อปี พ.ศ.2505 ก็ตาม แต่สำหรับรัฐบาลและประชาชนชาวไทยไม่ได้เห็นชอบด้วยกับคำตัดสินดังกล่าวตั้งแต่นั้นมา โดยรัฐบาลไทยได้ประกาศคัดค้านพร้อมสงวนสิทธิ์ที่จะทวงคืนปราสาทพระวิหารเอาไว้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2505 จวบจนถึงปัจจุบัน
2.เราขอประท้วง และประณามรัฐบาลกัมพูชาที่ได้บังอาจนำประชาชนและทหารรุกล้ำเข้ามาดินแดนของไทย แล้วยังเหิมเกริมเข้ามาก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง ถนน วัดในช่วงเวลาไม่กี่ปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นที่วัดแก้วสิขคีรีสะวารา พื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ภูมะเขือ ถือเป็นการล่วงละเมิดอธิปไตยของราชอาณาจักรไทยอย่างร้ายแรง
เราในฐานะประชาชนชาวไทยขอประกาศให้รัฐบาลกัมพูชา จงรีบนำประชาชนขอท่านที่ได้รุกล้ำเข้ามาในอธิปไตยของราชอาณาจักรไทยให้ออกไปจากดินแดนไทยโดยทันที มิเช่นนั้นปวงชนชาวไทยจะเข้าทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรไทย ในการปกป้องอธิบไตยของชาติไทยทุกรูปแบบ จนถึงที่สุด
3.เราในฐานะประชาชนชาวไทยขอแจ้งให้รัฐบาลกัมพูชาได้ทราบว่า แถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชาพร้อมด้วยแผนที่แนบท้ายที่ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น ถือเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของประชาชนและรัฐสภา อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศตามคำพิพากษาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ดังนั้น หนังสือสัญญาและแผนที่ใดๆ ที่รัฐบาลไทยได้ไปตกลงหรือลงนามในแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชานั้น เราในฐานะประชาชนชาวไทยขอประกาศว่าเป็นโมฆะทั้งสิ้น
4.เราในฐานประชาชนชาวไทยขอประกาศอย่างหนักแน่นว่า เราคัดค้าน ไม่ยอมรับและต่อต้านมติของคณะกรรมการมรดกโลก ที่เห็นชอบให้ประเทศกัมพูชาได้สิทธิขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบปราสาทเป็นมรดกโลกโดยแต่เพียงฝ่ายเดียว
พร้อมกันนั้น เราขอประฌามคณะกรรมการมรดกโลกดังกล่าว ที่ได้มีเจตนาที่จะละเมิดอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย ยอมรับการบิดเบือนข้อมูลของประเทศกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว ตลอดจนพยายามละเมิดระเบียบของคณะกรรมการมรดกโลกเสียเอง ที่จะพยายามขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารให้เป็นมรดกโลก โดยไม่มีบรรทัดฐานที่ถูกต้องชอบธรรม ถือว่าเป็นความลำเอียงอย่างไร้จริยธรรม และไร้ยางอายเป็นอย่างยิ่ง
เราจึงขอประกาศต่อต้านการแทรกแซงทุกรูปแบบของประเทศใดก็ตาม ที่จะเข้ามาลิดรอนและละเมิดอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย เพื่อดำเนินการให้ปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งเป็นดินแดนของราชอาณาจักรไทยให้ตกเป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว
ด้วยสำนึกในบุญคุณแผ่นดินเกิด
ภาคีเครือข่ายประชาชนทวงคืนดินแดนไทยรอบปราสาทพระวิหาร
20 กันยายน 2552
---------------------------------------------------
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี