ปธ.คกก.ตรวจสอบคดี ”บอส” เสนอนายกฯ อายัดศพพยาน

ปธ.คกก.ตรวจสอบคดี ”บอส” เสนอนายกฯ อายัดศพพยาน
INN News

สนับสนุนเนื้อหา

ประธานคกก.ตรวจสอบคดีบอส ตั้งข้อสังเกตพยานเสียชีวิตผิดธรรมชาติ ต้องมีการไต่สวนชันสูตรพลิกศพ จึงเสนอนายกฯอายัดศพไว้  

ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตถึงการเสียชีวิตของ นายจารุชาติ มาดทอง หนึ่งในพยานปากสำคัญกับคดีนายวรยุทธ ผิดธรรมชาติ ว่า เรื่องนี้จะต้องดูให้รอบคอบ และลึกลงไปในรายละเอียดและลึกลงไปในรายละเอียดโดยเฉพาะจะต้องตรวจสอบที่มาที่ไปอย่างละเอียดด้วย สรุปเบื้องต้นจะต้องดำเนินการ ให้ถูกต้องตามกระบวนการหากเสียชีวิตโดยผิดปกติหรือผิดธรรมชาติ แต่ตนตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เสียชีวิตมีการตายแบบผิดธรรมชาติ จึงต้องใช้มีการไต่สวนชันสูตรพลิกศพว่าคดีนี้ ว่าเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวหรือไม่อย่างไร เพราะมันอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอยู่แล้ว เว้นแต่จะไม่ทำเท่านั้น พร้อมเชื่อว่าหากไม่ทำเรื่องนี้ให้เกิดความสงสัยจะทำให้เกิดปัญหาแน่นอน จึงเสนอให้นายกรัฐมนตรี สั่งให้อายัดศพและกลับมาชันสูตรการเสียชีวิตใหม่

คกก.ตรวจสอบข้อเท็จจริงคดี”บอส” เริ่มประชุมนัดแรก 3 ส.ค.นี้ ขณะวางกรอบการทำงานไว้ 30 วัน

ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส เปิดเผยว่า จะมีการประชุมคณะกรรมการฯ ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 10 คน นัดแรก ในวันพรุ่งนี้ (3 ส.ค.63) เวลา 15.00 น. ที่ ทำเนียบรัฐบาล โดยเบื้องต้นจะฟังเสียงของผู้ทรงคุณวุฒิว่ามีข้อคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้เพื่อนำไปสู่การเรียกบุคคลเข้ามาชี้แจง และจะได้มอบนโยบายได้ถูกต้อง

สำหรับการทำงานของคณะกรรมการฯ นั้นเป็นไปตามตามกรอบ 30 วัน ที่ต้องดูให้รอบคอบ หากแค่ตรวจสอบคดีเฉยๆ คงจะเพียงพอทำให้สังคมเกิดความเชื่อถือและเชื่อมั่นในระบบกระบวนการยุติธรรมไทย แต่ถ้าเรามีความจำเป็นจะต้องรับฟังเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ อาจต้องใช้ระยะเวลาต่อ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะต้องรายงานเสนอต่อนายกรัฐมนตรีทุก 10 วัน

ส่วนความคาดหวังของสังคมนั้น เมื่อมาอยู่ในจุดที่ต้องรับผิดชอบก็เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมมีความเสื่อมทรุดไปกว่าเดิม โดยอาจจะมีเรื่องของผลประโยชน์เงินและอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทุกชาติ พร้อมระบุว่า ถึงจุดเวลาที่จะต้องยกเครื่องการทำงานใหม่ ซึ่งสังคมก็ต้องเข้าใจในจุดนี้ด้วย เนื่องจากเราได้ปล่อยปละละเลยเรื่องนี้มานานพอสมควร อีกทั้งบ้านเมืองก็มีการเปลี่ยนแปลง จะทำแบบเดิมคงไม่ได้แล้ว อีกทั้งความคิดของผู้คนก็เปลี่ยนไป

ศาสตราจารย์พิเศษวิชามหาคุณ ยังยอมรับว่าประเทศไทยปฏิรูปมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรมหรือเรียกว่าปฏิวัติหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องเอาจริงเอาจังกับระบบกระบวนการยุติธรรมไทย เพราะถึงขนาดนายกรัฐมนตรีสั่งการให้รวบรวมความคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ รวมถึงคดีความมาเป็นแม่แบบ หรือต้องถอดบทเรียน หากปล่อยทิ้งไป เมื่อคณะกรรมการชุดนี้ไปนั่งสอบเฉยๆ จะทำให้เกิดความเสียหายเวลา