ผู้เชี่ยวชาญเชื่อ "บอส อยู่วิทยา" เหยียบเกิน 100! ลั่นถ้าจงใจเป่าคดีต้องมีเจ้าหน้าที่ติดคุก

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อ "บอส อยู่วิทยา" เหยียบเกิน 100! ลั่นถ้าจงใจเป่าคดีต้องมีเจ้าหน้าที่ติดคุก
S! News (Rewrite)

สนับสนุนเนื้อหา

รายการ "ถามสุดซอย" ออกอากาศวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 22.20 น. ทางช่องเนชั่นทีวี ช่อง 22 ดำเนินรายการโดย เอิ๊ก-พรหมพร ยูวะเวส เปิดใจสัมภาษณ์ อาจารย์อ๊อด-รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ ประธานหลักสูตรนิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ทนายเกิดผล แก้วเกิด กรณีประเด็นร้อน บอส-วรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังที่กลายเป็นผู้บริสุทธิ์หลุดคุกคดี ทั้งที่ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ทำไมคดีถึงพลิกผัน

เท่าที่อาจารย์คำนวณรถของบอส เขาวิ่งความเร็วเท่าไหร่?

รศ.ดร.วีรชัย : "ก่อนอื่นพูดถึงเรื่องสเปกรถก่อน รถจำเลยคือเฟอร์รารี่ FF ซึ่งปัจจุบันยังมีรุ่นนี้อยู่ ตัวนี้ราคาอยู่ที่ประมาณ 32 ล้าน รถตัวนี้ 12 สูบ แรงม้าอยู่ที่ 740 แรงม้า เครื่องประมาณ 6,266 ซีซี ถือว่ามีกำลังสูงมาก รอบของเครื่องสูง อยู่ที่ 8,700 รอบต่อนาที ใช้เกียร์ 7 สปีด ฉะนั้นเป็นรถที่มีพละกำลังสูงมาก อัตราเร่งที่เขาทำได้ภายใน 7 วินาที คือเหยียบจาก 0 ไป 200 แป๊บเดียว ภายใน 7 วินาทีทำความเร็วได้ 200"

"ในส่วนระบบเบรก รถรุ่นนี้เป็นจานเบรกเซรามิค ซึ่งมีจานเบรกใหญ่มาก ประมาณ 39.8 เซนติเมตร เขาสามารถกระทืบเบรกให้หยุดได้ทันที ระยะเบรกไม่ถึง 10 เมตรด้วยซ้ำ มาดูตัวบอดี้ ไม่ได้ใช้พลาสติกเอบีเอสเหมือนรถญี่ปุ่น แต่เป็นการใช้ไฟเบอร์ เขาเรียกคาร์บอนแคฟล่าซึ่งมีความแข็งกว่าพลาสติกเอบีเอสหลายเท่า ส่วนโครงเหล็กข้างในคืออะลูมิเนียมอัลลอยด์ ซึ่งมีความแข็งแรงมากกว่ารถทั่วๆ ไป"

"เรามามองสภาพรถคุณบอสหลังเกิดเหตุ พูดง่ายๆ ภาษาวัยรุ่นคือเละเกือบเป็นโจ๊ก ฉะนั้นนี่คือสเปกของซูเปอร์คาร์ ที่ใช้คาร์บอนแคฟลาและอะลูมิเนียมอัลลอยด์ การชนขนาดนั้นไม่ธรรมดาแน่นอน ต้องคูณสองขึ้นไปสำหรับรถญี่ปุ่น"

"มาคุยกันเรื่องความเร็ว ปรากฎว่ารถเฟอร์รารี่คันนี้ มีกล้องวงจรปิดจับภาพได้หลายช่วง และมีช่วงนึงเขาวิ่งสองเลน พบว่าเขาวิ่งผ่านเสาไฟฟ้า พบข้อมูลในเอกสารสำนวนเก่าแจ้งว่าระยะห่างจากเสาไฟฟ้าที่เขาวิ่งผ่าน ห่างกัน 31 เมตร ทีนี้กล้องซีซีทีวีตัวนี้เฟรมในการบันทึก 25 เฟรมต่อวินาที แต่ช่วงที่รถวิ่งผ่านเสาไฟฟ้าสองเสา ระยะ 31 เมตร อยู่ที่ 16 เฟรม หรือเขาคำนวณก็คือ 0.64 วินาที จึงเป็นที่มาของพิสูจน์หลักฐานและอาจารย์ที่ทำด้านนี้มาช่วย ก็คือคำนวณ v เท่ากับ s ส่วน t ก็อยู่ที่ 174.37 กิโลเมตรต่อชั่วโมง.

"แต่ตัวเลขในเอกสารเขาคำนวณได้ 177 พูดง่ายๆ คือสันนิษฐานว่าน่าจะวิ่งด้วยความเร็ว 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่หลังจากที่เป็นข่าว ก็มีอาจารย์ด้านนี้ลองไปวัดระยะเสาไฟฟ้าใหม่ พบว่าระยะห่างจริงๆ อยู่ที่ 25 เมตร ฉะนั้นเอาตัวเลข 25 มาใส่ในสูตรคำนวณ ก็วิ่งอยู่ราวๆ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พูดง่ายๆ นะครับ บวกค่าเออเรอร์ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยังไงก็เกินร้อย ถ้าเราดูคลิปจะเห็นว่ารถของเขาเร็วกว่ารถก่อนหน้านั้น ตรงนี้คือข้อมูลที่ถูกบันทึกและเป็นความเห็นของนักนิติวิทยาศาสตร์ และใส่เข้าไปในสำนวน แต่พบว่าข้อมูลตรงนี้มันหายไป ตัวเลขใหม่ก็เกิดขึ้นมา"

มันหายไปไหน?

รศ.ดร.วีรชัย : "(หัวเราะ) ก็จากวันที่ 4 ปี 62 จากสำนวนใหม่ที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ที่เผยแพร่ในโซเชียล เราเห็นแล้วว่าความเร็วที่เขาขับคือ 79.23 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น เอามาจากพยานที่เกิดขึ้นวันที่ 4 ธ.ค. ปี 62 พยานสองคนที่เป็นข่าว ขนาดเราขับรถไปมหาวิทยาลัยเมื่อสองวันก่อนยังลืมเลยว่าเหยียบเท่าไหร่ จำได้คร่าวๆ แค่ขับไป 90 แค่นั้นแหละ แต่ตัวนี้ 79.23 มีทศนิยมให้ด้วย แล้วเป็นพยานบอกเล่ามาให้ปากคำหลังเกิดเหตุไปแล้ว 8 ปี ในส่วนของการคำนวณของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน อาจารย์ด้านนิติวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาลงกรณ์ได้หายไปจากสำนวน สิ่งเหล่านี้มันเลยเกิดข้อสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความเร็ว"

คนเป็นพยานพูดเรื่องความเร็วรถเป็นยศใหญ่ เป็นไปได้มั้ยเขามีเครื่องตรวจจับความเร็วอยู่ในรถ และยิงไป?

รศ.ดร.วีรชัย : "คือเรื่องเกิดปี 55 แล้วพยานสองปากโผล่มา 4 ธ.ค. 62 และระลึกชาติกลับไปได้ 8 ปี มันเป็นอะไรที่มันเชื่อได้มั้ย"

สภาพรถไม่มีใครขับช้า?

รศ.ดร.วีรชัย : "140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้อยู่แล้วสำหรับเฟอร์รารี่ และแตะแป๊บเดียว ประเด็นอยู่ที่่ว่าตัวเลขที่คุณดั๊มลงมา จาก 140 ก็ตาม 170 ก็ตาม คุณดั๊มลงมา 79.23 มันดันไปเข้าข้อกฎหมายที่ระบุว่าถ้าขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วทำให้บุคคลอื่นถึงแก่ชีวิต ก็ไม่เข้าข่ายประมาท อันนี้ต้องถามนักกฎหมาย"

ทนายเกิดผลว่ายังไง?

เกิดผล : "ไม่ใช่หรอกครับ ประมาทหรือไม่ประมาทต้องดูพฤติกรรมหลายอย่าง ถึงแม้จะพิจารณาว่าขับรถแค่ 80 แต่เมื่อถึงชุมชน ทางแยกทางร่วม คุณต้องหยุดความเร็วลงต่ำกว่า 80 ถ้าขืนคุณขับต่อไป 80 คุณก็ประมาทอยู่ดี มันขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ เช่นฝนตก คุณยังเหยียบ 80 หรือเปล่า หรือตรงนั้นเป็นโรงเรียน เด็กกำลังเลิกเรียน คุณเหยียบที่ 80 หรือเปล่า มันไม่ได้เกี่ยวกับว่าต่ำกว่า 80 จะไม่ประมาทเสมอไป มันขึ้นอยู่ที่พฤติการณ์ต่างๆ ด้วย"

คดีบอสทำไมถึงถือว่าไม่ประมาท?

เกิดผล : "มันไม่ได้อยู่ที่ว่าบอสขับรถช้าหรือเร็ว แต่เขากำลังมองว่าบอสขับรถด้วยความระมัดระวังจากภาพที่พยายามสื่อให้เห็นว่าขับไม่เกินจากที่กฎหมายกำหนด สื่อให้เห็นว่าอยู่ภายใต้ระเบียบและวินัย และเขากำลังชี้ไปที่ว่าดาบวิเชียรตัดหน้ากะทันหันและเบรกไม่ทัน มันสอดคล้องกับพยานหลักฐานที่เขากำลังสื่อให้เห็น"

ระยะที่ดาบวิเชียรกระเด็นไป 100 กว่าเมตร ถ้าขับด้วยความเร็วไม่เกิน 80 มันกระเด็นไปไกลขนาดนั้นมั้ย?

รศ.ดร.วีรชัย : "จริงๆ เฟอร์รารี่รุ่นนี้ 32 ล้านจะมีกล่องดำเหมือนเครื่องบิน มันจะเรคคอร์ดความเร็ว ณ ตอนเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้าวันนั้นมีการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบ เราจะรู้ความเร็วที่แน่นอน อันนี้ประเด็นแรก ประเด็นที่สองการกระเด็นค่อนข้างไกล คอหัก เสียชีวิต สภาพรถค่อนข้างเละ การประเมินแค่นี้ก็พอจะรู้ได้แล้วโดยคอมเมนต์เซนส์ว่า 79.23 เป็นไปไม่ได้ เป็นพยานหลักฐานที่เชื่อไม่ได้เลย"
 
พอมีคนสงสัยเรื่องความเร็ว เราตรวจสอบใหม่ได้มั้ย?

รศ.ดร.วีรชัย : "อย่างที่บอก ระดับเฟอร์รารี่ 32 ล้าน มีเมมโมรี่เช็กอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าคุยกลับไปถึงเจ้าของแบรนด์เขาน่าจะให้ความร่วมมือ เพราะคดีนี้ไม่ใช่คดีของประเทศไทย มันเป็นคดีระดับโลก และเรื่องปูดมาเพราะสื่อต่างชาติ เรื่องนี้ไม่ใช่คดีสำหรับคุณบอส ตำรวจ อัยการ แต่เป็นเรื่องศักดิ์ศรีคนไทยทั้งประเทศ เรื่องนี้ถ้าบอสไม่ติดคุก ก็ต้องเอาเจ้าหน้าที่ติดคุก ใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นอัยการหรือตำรวจ พูดง่ายๆ ต้องมีคนรับผิดชอบ สำนวนอ่อนขนาดนี้ขึ้นไป ยังไงเขาก็หลุด เพราะคดีอาญาให้ความเป็นธรรมต่อผู้ต้องหามาก ถ้ามีข้อพิรุธแม้สัก 1% ก็หลุด"

"แล้วมีคนสมอ้างมารับผิดแทนในช่วงต้นด้วย ก็ไม่เห็นในสำนวนเอาผิดคนนั้น ถ้าจะสู้ต่อก็สู้ได้อยู่แล้ว เพราะปิดบ้าน คุณคำรณวิทย์เอากำลังตำรวจไปล้อม กว่าจะเข้าบ้านได้ แล้วอยู่ดีๆ มีคนใช้มารับแทน ในทางนิติวิทยาศาสตร์สืบได้ เป็นแพตเทิร์นปกติ ในการเก็บลายนิ้วมือแฝง ในรถไม่ว่าจะเป็นหูจับ พวงมาลัย ประตู เกียร์ ต้องเป็นลายนิ้วมือแฝงคุณบอสเท่านั้น ถ้าตรงนี้ชัดเจนก็สามารถเล่นในเรื่องความพยายามให้คนมารับผิดแทนได้หรือไม่"

ทำไมไม่มีการพูดถึงประเด็นนี้มาเลย?

เกิดผล : "ได้ยินข่าวว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหาพ่อบ้านว่าแจ้งความเท็จ แต่ไม่รู้มีการฟ้องร้องดำเนินคดี หรือตั้งข้อกล่าวหาบอสในการใช้ผู้อื่นในการแจ้งความเท็จด้วยหรือเปล่า โทษแจ้งความเท็จมันเบา แต่ทำให้เห็นพฤติกรรมคนกระทำความผิดปกปิดความจริง หลักฐานต่างๆ ก็เชื่อมโยงได้"

รศ.ดร.วีรชัย : "มันมีเคสนึงเรื่องผลตรวจโรงพยาบาลรามาฯ ถ้ายอมให้คนใช้มารับแทน ตรวจยังไงก็ไม่เจอสารเสพติด แต่เผอิญผลตรวจเลือดในตัวคุณบอส ดันไปพบสารหลายตัวที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตัวโคเคน แต่มีตัวน่าสนใจตัวนึง คือสารที่เรียกว่าโคคาเอททาลีน คือเป็นการเสพโคเคนร่วมกับแอลกอฮอล์ สารตัวนี้เจอในเลือด ซึ่งจะเป็นสารที่อยู่ในร่างกายเกิน 5 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการคอนเฟิร์มว่ามีการเสพโคเคน ร่วมกับแอลกอฮอล์"

"หลักฐานเหล่านี้เกิดในปี 55 และอยู่ในสำนวนหลักฐานการตรวจร่างกาย แต่เมื่อสั่งไม่ฟ้องหลัง 4 ธ.ค. 62 ไม่ปรากฎพยานหลักฐานเหล่านี้ ฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่สังคมรอคำตอบอยู่ แล้วเอกสารที่หลุดในโซเชียลเรื่องการตรวจร่างกาย ไม่ใช่มาจากสำนวนตำรวจด้วยนะ เป็นหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตรวจหลุดออกมา เป็นการเรียงจากกองหนึ่งไปกองหนึ่ง ว่าผลตรวจคนนี้เป็นอย่างนี้ เป็นเหตุที่ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดก็ไม่ได้"

สารเสพติดไม่มีตั้งแต่สำนวนตำรวจ?

รศ.ดร.วีรชัย : "ก็นี่แหละ เป็นสิ่งที่สังคมต้องการคำตอบ และความชัดเจน และเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องคนสองคน เป็นเรื่องกระบวนยุติธรรมไทย ต้องทำให้เรื่องนี้กระจ่าง รวมถึงเรื่องการรื้อฟื้นคดี ทำได้หรือไม่ต้องให้ทนายเกิดผลเป็นคนตอบ"

ถ้ารื้อคดีมาพิจารณาใหม่ สามารถทำได้มั้ย?

เกิดผล : "มันมีความเคลือบแคลงสงสัยตั้งแต่ชั้นตำรวจในเมื่อ ป.ป.ช. มีคำสั่งชี้มูลความผิดตำรวจ 7 นาย ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีการช่วยเหลือบอส แล้วทำไมอัยการถึงบอกว่าบอสไม่ผิด มันไม่แย้งกันเองเหรอ สองหน่วยงาน เขาไม่คุยกันก่อนเหรอว่าพยานหลักฐานมันน่าเชื่อได้ ป.ป.ช.บอกว่าผิดไปช่วยบอสหลายข้อหา แต่กลับมองว่าเป็นความผิดเล็กน้อย แต่ทางอัยการบอกว่าบอสไม่ผิดเลย อ้าว ที่ลงโทษตำรวจไป ก็ลงโทษผิดสิ มันก็น่าสงสัยนะ ใครกันแน่ที่เป็นตัวเชื่อม ใครกันแน่ทำให้กระบวนการนี้แย่"

อาจารย์มองว่าเรื่องนี้ใครผิด?

รศ.ดร.วีรชัย : "คนที่บริสุทธิ์มากๆ คือคุณบอส ต้องแสดงความยินดีด้วยนะ (หัวเราะ) หลุดพ้นทุกข้อกล่าวหาตามมาตรา 147 แต่ที่เป็นประเด็นอยู่คือกระบวนการยุติธรรมไทย มันเกิดความสงสัยในหลายเรื่อง ก็ต้องเอาให้กระจ่าง เคสนี้เราจะไม่รู้เรื่องเลยถ้าซีเอ็นเอ็นไม่ออก สำนักข่าวต่างประเทศออกก่อน เรารู้จากสื่อต่างประเทศ เนื่องจากมีจดหมายของทางการไทยไปขอให้ถอนหมายจับตำรวจสากล มันเลยเป็นประเด็นขึ้นมา ถ้าไม่มีข่าวนี้ขึ้นมามันก็เงียบเลย ถึงขนาดอาจารย์นั่งกินกาแฟข้างๆ คุณบอสเลยก็ได้ คือเขากลับประเทศไทยเรียบร้อยแล้วอะไรอย่างนี้ เขาคือผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมายที่ว่า นี่คือจิตใต้สำนึกง่ายๆ เลยว่ามันเป็นกระบวนการอำพรางอะไรบางอย่างหรือไม่"

เขาสั่งไม่ฟ้องกันไปเมื่อไหร่?

รศ.ดร.วีรชัย : "เท่าที่ทราบคือ ม.ค. พูดง่ายๆ ถ้าไม่มีการประสานงานกับต่างประเทศ สื่อต่างชาติไม่เห็น ไม่มีการรายงานข่าว พวกเราก็ไม่รู้ แล้วเอกสารที่ปรากฎในสื่อโซเชียลส่วนใหญ่ มาจากแหล่งตรวจเอง เช่นเอกสารนักฟิสิกส์จุฬาฯ แกก็โพสต์ถามลอยๆ ว่าอย่างนี้เหรอ แม้แต่สำนวนอัยการที่ออกมาก็ไม่ได้มาจากที่เป็นทางการ เขาทนไม่ได้ก็เอาออกมา แม้แต่ผลจากรามาฯ ก็เป็นรายงานที่เอาออกมาเองว่ามีเคสที่ตำรวจขอให้ตรวจนายนี้ๆ แต่หลักฐานเหล่านี้หายไปในสำนวน มันทำให้เกิดข้อพิรุธสงสัย มันเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ต้องหาทางออก และต้องมีคนรับผิดชอบ"

จริงๆ มองว่าควรตรวจสอบหน่วยงานไหนมากที่สุด?

รศ.ดร.วีรชัย : "ตอนนี้พูดมากไม่ได้ เพราะกำลังเล่นกับนักกฎหมายอยู่ อย่างสมมติผมมีเงินมาก ไม่อยากไปศาล พูดง่ายๆ ก็คือปิดเกมเลย แต่มันหนีไม่พ้นความรับผิดชอบของสองหน่วยงานที่ต้องทำให้สังคมกระจ่าง และคลี่คลายให้ได้ ตอนนี้ท่านนายกฯ ก็บัญชามาแล้วว่าต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง ถ้าเจอพยานหลักฐานใหม่ หรือญาติเห็นแก่กระบวนการยุติธรรมไทย ก็ติดต่อได้หลายช่องทาง ตอนนี้มีหลายคนอาสาทำเรื่องนี้ให้ดีขึ้น มันไม่ใช่เรื่องของเราแล้ว มันเป็นเรื่องศักดิ์ศรีของประเทศ"

คิดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้มั้ย?

รศ.ดร.วีรชัย : "ถ้ามองตามที่ทนายพูดคือญาติฟ้อง แต่เท่าที่ทราบญาติรับการชดใช้ไปแล้ว 3 ล้าน มันก็กลับมาที่คุณบอสบริสุทธิ์ตามนั้นเลย จบ แต่สิ่งที่หายไปจากสำนวนต้องมีคนรับผิดชอบ พยานสองปากถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ออกมาให้ข่าวเหมือนกัน อยากรู้จัก (หัวเราะ) คือความจำท่านดีมาก อยากรู้ว่าทานอาหารเสริมอะไร อยากได้เรื่องเมมโมรี่สมอง สามารถจำเรื่อง 8 ปีที่แล้วได้ถือว่าความจำระดับโลกนะ(หัวเราะ)"