คลังชงลดภาษีแอร์เข้าครม.25 ส.ค.มีผลทันที

คลังชงลดภาษีแอร์เข้าครม.25 ส.ค.มีผลทันที

คลังเตรียมชงลดภาษีแอร์ไม่เกิน 72,000 บีทียู เข้าครม. 25 ส.ค.นี้ ยันมีผลทันที กรณ์ มั่นใจเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตั้งแต่ไตรมาส 2 ส่งออกกระเตื้อง

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันที่ 25 ส.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะนำเรื่องการยกเว้นภาษีสรรพสามิตเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ขนาดไม่เกิน 72,000 บีทียู เข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพื่ออนุมัติ และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ทันที ซึ่งจะทำให้ราคาขายแอร์ที่ผลิตในประเทศปรับลดลง 10% ส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชนที่จะเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีคำสั่งซื้อเข้าสู่บริษัทผู้ผลิตเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากเห็นว่า ปัจจุบันนี้แอร์ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย และไม่ได้สร้างมลภาวะเหมือนเมื่อก่อน

อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานมากขึ้น ที่สำคัญถือว่าเป็นสินค้าที่หลุดเกณฑ์จากสินค้าบาปไปแล้ว ทำให้ไม่มีเหตุผลที่จะเก็บภาษีสรรพสามิตแอร์อีกต่อไป คาดว่าจะช่วยทำให้การส่งออกมีรายได้เพิ่มขึ้น 350,000 ล้านบาท มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 50,000 อัตรา และยังแข่งขันกับต่างประเทศได้ดีขึ้นด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ถอนเรื่อง การเพิ่มเงินชดเชยภาษีอาการ (ภาษีมุมน้ำเงิน) ออกจากการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า มีประเด็นติดขัดทางกฎหมาย เพราะกฎหมายระบุว่า การเพิ่มเงินชดเชยนั้น ต้องพิสูจน์ว่า สัดส่วนต้นทุนรวมมาจากต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเท่าใด ซึ่งข้อเท็จจริงไม่น่าจะทำเช่นนั้นได้ และการชดเชยเกินมูลค่าภาษีที่จัดเก็บ ไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว จึงจะหาแนววิธีอื่นในลักษณะเดียวกันเพื่อช่วยเหลือต่อไป

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังมองว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นมา โดยดูจากสัญญาณการส่งออกที่เริ่มดีขึ้น เมื่อเทียบเดือนต่อเดือนในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา แม้ว่าเมื่อเทียบกับปีก่อนแล้วยังติดลบอยู่ 25% ก็ตาม แต่เมื่อเทียบเดือนต่อเดือนแล้วเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน และมั่นใจว่าการส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์ จากภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศดีขึ้น ทำให้การส่งออกติดลบน้อยลง จากที่คาดว่าจะติดลบเกิน 20% เป็นติดลบไม่เกิน 10-18%

ส่วนการนำเข้ายังติดลบอยู่ร้อยละ 32.5 และยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าเป็นอย่างไรต่อจากนี้

รมว.คลัง กล่าวอีกว่า การส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นชัดเจน ขณะที่มูลค่าการส่งออกก็เพิ่มขึ้น ซึ่งหมายความว่า ปริมาณเงินที่เราต้องกันไว้เพื่อชดเชยเงินคงคลังนั้น จะอยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาดไว้มาก และส่งผลให้มีเงินเหลือไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ อีก โดยมั่นใจว่าการปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ที่ได้ลงทุนในโครงการต่าง ๆ ไปนั้น จะช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นแน่นอน เพราะเพียงเงินลงทุนเบื้องต้น 200,000 ล้านบาทนั้น จะส่งผลต่อตัวเลขจีดีพีกว่า 2% เพราะนอกจากช่วยสร้างความเชื่อมั่นแล้ว ยังเพิ่มความต้องการสินค้าในประเทศด้วย แม้ว่าในแผนการลงทุนระยะแรกนั้นจะไม่ได้ใช้สินค้าทุนนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะเป็นโครงการขนาดเล็ก แต่ยังมีโครงการที่ต้องใช้สินค้าทุนจากต่างประเทศ อาทิ รถไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้การนำเข้ามีมากขึ้น ส่งผลให้การเกินดุลการค้าเริ่มลดลงด้วย"

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!