สดศรียันฟันแน่ 44 ส.ส.ถือหุ้นสื่อ-สัมปทาน 18 ส.ค. พร้อมปัดยืดเวลาปมเงิน 258 ล้านปชป.

สดศรียืนยันกกต.ชี้ขาดปมถือหุ้นสื่อ-สัมปทาน 18 ส.ค. ดักชุดสอบเงิน 258 ล้านเมสไซอะ ไม่น่ายืดเวลา ชี้ถึงเวลาตัดสินแล้ว จี้รื้ออนุกรรมการใหม่ ปูด 9 คนใน 15 คณะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวยืนยันเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ว่า กกต.สามารถลงมติกรณี ส.ส.44 คน ถือครองหุ้นกิจการสื่อและบริษัทที่รับสัมปทานจากภาครัฐในลักษณะการผูกขาดตัดตอน ซึ่งอาจเป็นการกระทำต้องห้ามมาตรา 48 ประกอบ มาตรา 265 (2) (4) แห่งรัฐธรรมนูญได้ในวันที่ 18 สิงหาคมตามที่ได้นัดหมายไว้

ยืนยันว่าวันดังกล่าวสามารถลงมติได้ แต่ยังมีข้อตำหนิที่จะคุยกันอีกว่า ยังมีรายละเอียดของสำนวนบางส่วนที่ยังเก็บไม่หมดหรือไม่ นั่นก็แล้วแต่ กกต. ซึ่งยังไม่ได้จัดหมวดหมู่หุ้นสื่อว่าหุ้นใดเข้าข่ายหรือไม่เข้าข่ายบ้าง นางสดศรีกล่าว

ส่วนจะมีการขอมติขยายเวลาให้อนุกรรมการตรวจสอบอีกหรือไม่นั้น นางสดศรีกล่าวว่า เรื่องนี้คงไม่ต้องยืดเวลาแล้ว เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เรียกอนุกรรมการชุดดังกล่าวมาดูแล้วว่ามีข้อบกพร่องอะไรให้ดำเนินการให้ครบถ้วน ซึ่งทางอนุกรรมการก็ยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการให้ครบถ้วนจัดหมวดหมู่ให้ถูกต้องก่อนเสนอเพิ่มเติมเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อให้ กกต.พิจารณาในวันที่ 18 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถทำได้อยู่แล้ว

กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวว่า การถือหุ้นของ ส.ส.ส่วนใหญ่พบว่าจะเป็นบริษัทต้องห้ามที่ซ้ำกับกรณีของ ส.ว. และ ส.ส.ที่ กกต.เคยพิจารณาไปแล้ว แต่ก็มีบางบริษัทที่เพิ่มเข้ามาใหม่ว่าเป็นบริษัทที่ ส.ส.จะต้องไม่ถือหุ้นดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ กกต.จะต้องดูว่าการจัดหมวดหมู่ของอนุกรรมการว่าหุ้นตัวใดเป็นหุ้นกู้และหุ้นสามัญหรือไม่ อีกทั้งความเห็นของ กกต.ไม่จำเป็นต้องยืนตามอนุกรรมการเสมอไป

นางสดศรีกล่าวกรณีอนุกรรมการไต่สวนจะเสนอผลสอบปมปัญหาเงิน 258 ล้านบาท ที่มีข้อกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์รับการสนับสนุนจาก บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผ่านการผ่องถ่ายทางบริษัทเมสไซอะฯ และกรณีการตรวจสอบพรรคประชาธิปัตย์ใช้เงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่นั้น เรื่องนี้จากการรายงานของอนุกรรมการทราบว่า ขณะนี้ได้สรุปสำนวนเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะส่งให้นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.เพื่อนำมาแจกให้ กกต.ในที่ประชุมวันที่ 18 สิงหาคมนี้ คาดว่าจะใช้เวลา 1 สัปดาห์ในการศึกษาสำนวนก่อนจะนัดเพื่อพิจารณาลงมติ

จากการสอบถามทางเลขานุการอนุกรรมการไต่สวน ซึ่งรายงานมา ทราบว่าได้ทำสำนวนเรียบร้อยแล้ว และได้มีการประชุมกันจริงเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา กระแสข่าวที่ออกมาว่าให้ยกคำร้อง (ด้วยมติ 3:2) นั้น สอบถามแล้ว ฝ่ายเลขานุการอนุกรรมการก็ปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่อง แต่เมื่อประชุมเสร็จคงเป็นไปได้ว่าที่ข่าวออกมานั้นน่าจะมาจากอนุกรรมการที่เป็นบุคคลภายนอก ขณะที่พนักงานของ กกต.ก็ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลนี้ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้น่าจะไม่มีการขอขยายเวลาอีกและน่าจะพิจารณาตัดสินได้ เว้นแต่มีการสืบพยานครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งแล้วแต่ กกต.ชุดใหญ่จะพิจารณาอีกครั้งว่า ทางอนุกรรมการได้เก็บข้อมูลได้ครบถ้วนหรือไม่ เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งต้องรายละเอียดต่างๆ ให้ชัดเจน นางสดศรีกล่าว

นางสดศรีกล่าวถึงการเสนอให้ปรับเปลี่ยนอนุกรรมการไต่สวนใหม่หลังจากที่นายวิสุทธิ์ โพธิแท่น กกต.เข้ารับมาหน้าที่ว่า ที่ประชุม กกต.ประชุมเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาจนมีมติเห็นควรให้ปรับเปลี่ยนอนุกรรมการไต่สวนที่ขณะนี้มีอยู่ 15 คณะ เนื่องจากนายวิสุทธิ์เพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ กกต.ใหม่ อีกทั้งนายวิสุทธิ์ก็ยังไม่ได้มีอนุกรรมการไต่สวนที่จะเสนอชื่อเป็นของตัวเองด้วย เพราะแต่เดิมจะเป็นรายชื่ออนุกรรมการของนายสุเมธ อุปนิสากร อดีต กกต.เท่านั้น จึงคิดว่าน่าจะใช้โอกาสดังกล่าวเพื่อให้ กกต.ทั้ง 5 คนได้เสนอรายชื่อคนละ 20 รายชื่อเพื่อให้มีอนุกรรมการไต่สวนจากเดิมที่มี 15 คณะเป็น 20 คณะ และเมื่อได้รายชื่อจาก กกต.ทุกคนแล้วก็จะนำมาจับสลากเพื่อจัดว่าอนุกรรมการจะอยู่คณะใดบ้าง โดยจะให้เวลา กกต. 20 วันในการรวบรายชื่อ และภายในเดือนกันยายนคงจะได้อนุกรรมการครบทั้งหมด

อนุกรรมการที่ กกต.จะเสนอนั้นสามารถเป็นอนุกรรมการชุดเดิมก็ได้ ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่ที่อนุกรรมการด้วยว่าจะไม่รับทำหน้าที่ต่อหรือไม่ นายวิสุทธิ์ได้บอกกับที่ประชุมว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็มีอนุกรรมการกว่า 100 คณะ แต่ของ กกต.คิดว่าแค่ 20 คณะก็น่าจะพอแล้ว เดิมทีอนุกรรมการไต่สวนจะไม่มีระเบียบกำหนดว่าห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่หลังจากที่สำนักกิจการพรรคการเมืองได้ตรวจสอบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคชัดเจนแล้วและได้รายงานต่อที่ประชุม กกต. พบว่ามีอนุกรรมการถึง 9 คนใน 15 คณะที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองทั้งที่ถูกยุบพรรคไปแล้วและเป็นสมาชิกพรรคที่มี ส.ส.ในสภา พวกเราจึงคิดเหมือนกันว่าแม้จะไม่มีระเบียบห้ามไว้ แต่หากอนุกรรมการยังเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแล้วจะต้องวินิจฉัยสำนวนต่างๆ ก็อาจจะเกิดข้อครหาได้หากมีการลงมติ ซึ่งในส่วน 9 คนนี้คงไม่เหมาะที่จะเปิดเผยให้ทราบว่าเป็นใครบ้าง และก็ขึ้นอยู่กับตัวอนุกรรมการเองจะลาออกจากสมาชิกพรรคหรือไม่ นางสดศรีกล่าว

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!