กูรูชี้''วัสดุ-ปูน-เหล็ก''บูมรับงบไทยเข้มแข็ง

กูรูชี้ตลาดวัสดุก่อสร้างบูมตามเมกะโปรเจ็กต์ เผย ปูนซีเมนต์ เหล็ก ได้อานิสงส์เต็ม ๆ

ระบุเฉพาะสายสีม่วงอย่างเดียว ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์พุ่งปรี๊ดถึง 2 แสนตัน ส่วนเหล็ก 1.6 แสนต้นภายใน 3 ปีไม่รวมคอนโดฯแนวราบผุดตามอีกเพียบ ขณะที่ผู้รับเหมา ฟันธงตลาดวัสดุก่อสร้าง ฟื้นแน่ แต่หวั่นถ้าน้ำมันแพงกระทบราคาพุ่งด้วย

รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยนครหลวงไทยเปิดเผยว่า จากงบกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล คิดเป็นเม็ดเงิน 1.4 ล้านล้านบาท และแยกเป็นส่วนของโครงการกระตุ้นการลงทุนระยะที่สอง มูลค่า 6 แสนล้านบาท ซึ่งจะนำมาใช้ในการลงทุนด้านสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น ถนน การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการลงทุนถึง 80%ของงบทั้งหมด

เรื่องนี้จะส่งผลทำให้ตลาดวัสดุก่อสร้างและ ธุรกิจการรับเหมาก่อสร้างฟื้นตัวเพราะได้รับอานิสงส์เต็มที่ซึ่งคาดว่ากลุ่มวัสดุก่อสร้างน่าจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าและมียอดสั่งซื้อล่วงหน้าภายในปลายปีนี้ ส่วนกลุ่มผู้รับเหมานั้นน่าจะได้รับอานิสงส์ในปี 2553 เนื่องจากแต่ละโครงการต้องผ่านขบวนการ ประมูล ที่ต้องใช้เวลา

ศูนย์วิจัยนครหลวงไทย ระบุว่า ในส่วนของกลุ่มวัสดุก่อสร้างนั้น เหล็ก และปูนซีเมนต์

มีความต้องการสูง แม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาจะยังอยู่ในลักษณะของขาลงก็ตาม โดยเปรียบเทียบข้อมูลตัวเลขธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ในช่วง 5 เดือนแรก ปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์ได้ปรับลดความต้องการลดลง 12 %หรือมีปริมาณการใช้ 9.6 ล้านตัน และเชื่อว่าทั้งปียังเป็นขาลง 10-25 %เทียบกับปีที่แล้วมีความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ทั้งปีประมาณ 25 ล้านตัน

ส่วนแนวโน้มความต้องการใช้เหล็ก ปีนี้คาดว่าจะลดลง 15-20% เปรียบเทียบกับปีที่แล้วที่มีความต้องการใช้เหล็กทั้งสิ้น 13 ล้านตัน เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกผนวกกับกำลังซื้อของผู้รับเหมา จะผลักดันให้แนวโน้มการใช้เหล็ก และซีเมนต์เพิ่มขึ้น ส่วนแนวโน้มในเรื่องราคาเหล็กในประเทศนั้นผูกกับราคาเหล็กต่างประเทศ ซึ่งครึ่งปีหลังจะผันผวนน้อย โดยราคาขายปลีกเหล็กไตรมาสแรก และไตรมาส 2 อยู่ที่ 17-18 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเชื่อว่าในช่างครึ่งปีหลังราคาจะเพิ่มขึ้นเป็น 20 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาซีเมนต์อยู่ที่ 1,700-1,800 บาทต่อตัน ซึ่งมีแนวโน้มน่าจะขยับตัวสูงขึ้น

ศูนย์วิจัยนครหลวงไทยยังชี้ชัดอีกว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก็คือการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง ที่พบว่ามีความต้องการซีเมนต์ถึง 2 แสนตันในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือต้องการใช้เฉลี่ยปีละ 7 หมื่นตัน ขณะที่ความต้องการเหล็กอยู่ที่ 1.6 แสนตัน หรือเฉลี่ยปีละ5 หมื่นตัน ส่วนระยะยาว ความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างต้องเพิ่มขึ้นจาก การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางซื่อ-บางใหญ่ สายสีแดง บางซื่อ-ตลิ่งชัน และแผนแม่บทที่จะก่อสร้างอีก 12 เส้นทางรวมงบประมาณ 8 แสนล้านบาทประเมินความต้องการในอนาคต ต้องเพิ่มสูงขึ้นแน่ ๆ

นอกจากนี้สิ่งที่จะตามมาเมื่อมีการก่อสร้างเส้นทางดังกล่าวคือ ที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนียม

ตามแนวรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกเป็นจำนวนมากโดย 7 %ของมูลค่าโครงการเป็นความต้องการเหล็กเส้น ส่วนซีเมนต์นั้นจะใช้อยู่ในอัตราส่วน 1-3% แต่ผู้รับเหมาอาจจะได้รับความเสี่ยงเพราะ ความไม่แน่นอนของการเบิกจ่ายงบประมาณ และราคาวัสดุก่อสร้างที่ผันผวนไป

นายธาดา ชุมะศารทูล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ ฐานเศรษฐกิจว่า ปัจจุบันปริมาณวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ อาทิ เหล็ก ทราย ปูนซีเมนต์ เป็นต้น มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการใช้งาน เนื่องจากช่วงปี 2550 เป็นต้นมา ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลต่อการลงทุนก่อสร้างที่ชะลอตัวตามไปด้วย ซึ่งเชื่อว่าปัจจุบันกำลังการผลิตของผู้ประกอบการสินค้าเหล่านี้มีอยู่ประมาณ 65-70% เท่านั้น

เมื่อมีโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐออกมา น่าจะกระตุ้นให้ปริมาณวัสดุก่อสร้างเหล่านี้มีความต้องการใช้เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 90% ส่วนด้านราคาสินค้านั้นเชื่อว่ายังไม่ได้ปรับตัวขึ้นมาสูงเท่ากับช่วงก่อนหน้าที่เศรษฐกิจดี แต่ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านราคาน้ำมันและภาวะเศรษฐกิจโลก ที่จะส่งผลต่อราคาวัสดุก่อสร้างด้วยเช่นกัน หากราคาน้ำมันปรับสูงเพิ่มและเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น

ขณะที่ นางชไมพร ยงวงศ์ไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพิ่มสินสตีลเวิคส์ จำกัด (มหาชน) เผยว่า หากงานก่อสร้างรถไฟฟ้าภาครัฐได้ข้อสรุปและสามารถเริ่มก่อสร้างได้ภายในปีนี้จะส่งผลต่อความต้องการใช้เหล็กในประเทศให้ฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งเชื่อว่าแนวโน้มราคาเหล็กอาจปรับตัวขึ้น การลงทุนของภาครัฐจะส่งผลต่อดีมานด์การใช้เหล็กที่สูงขึ้นตลอดจนมีผลต่อแนวโน้มราคาเหล็กให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้

ด้านนายธวัชชัย อัศวพรไชย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด กล่าวว่า ประเมินการใช้ปูนและเหล็กน่ากลับมาฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากโครงการของภาครัฐเป็นโครงการขนาดใหญ่จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุน จึงมองว่าจะช่วยขับเคลื่อนงานก่อสร้างภายในประเทศให้มีมากขึ้น

เรื่องล่าสุดของหมวด เศรษฐกิจ

ดูหมวด เศรษฐกิจ ทั้งหมด