ผลวิจัยชี้ วัยรุ่นชายมีแนวโน้มฝ่าฝืนล็อกดาวน์มากกว่าวัยรุ่นหญิง

ผลวิจัยชี้ วัยรุ่นชายมีแนวโน้มฝ่าฝืนล็อกดาวน์มากกว่าวัยรุ่นหญิง

ผลวิจัยจากทีมนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์และมหาวิทยาลัยอัลสเตอร์ สหราชอาณาจักร ระบุว่า วัยรุ่นชายมีแนวโน้มจะฝ่าฝืนมาตรการล็อกดาวน์มากกว่าวัยรุ่นหญิงถึง 2 เท่า

จากการสัมภาษณ์วัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 13 – 24 ปี จำนวน 2,000 คน เกี่ยวกับโรคระบาดใหญ่ โดยกลุ่มที่มีแนวโน้มจะละเมิดมาตรการล็อกดาวน์มากที่สุดคือกลุ่มผู้ชายที่เป็นวัยรุ่นตอนปลาย อายุระหว่าง 19-24 ปี และกว่าครึ่งยอมรับว่าเคยฝ่าฝืนมาตรการเพื่อไปพบเพื่อนหรือครอบครัวที่ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกัน ในทางตรงกันข้าม มีเพียง 25% ของวัยรุ่นหญิงในช่วงอายุเดียวกัน ที่ระบุว่าเคยฝ่าฝืนมาตรการล็อกดาวน์ด้วยเหตุผลเดียวกัน

และเมื่อนักวิจัยถามว่าพวกเขาเคยรวมตัวกันในสวนสาธารณะหรือพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปหรือไม่ ราว 45% ของกลุ่มวัยรุ่นชาย อายุ 19-24 ยอมรับว่าเคย ในขณะที่มีวัยรุ่นหญิงเพียง 25% คน ในช่วงอายุเดียวกันที่เคยทำเช่นนี้

นอกจากนี้ ผลวิจัยยังพบว่า 1 ใน 5 ของวัยรุ่นตอนปลายที่เป็นผู้ชายเคยถูกว่ากล่าวตักเตือนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากการฝ่าฝืนมาตรการล็อกดาวน์ รวมทั้งเคยถูกไล่ที่ ปรับเงิน และจับกุมตัว อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเห็นด้วยกับคำพูดที่ประมาทต่อความเสี่ยงของโรค COVID-19 ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อที่ว่าวัยรุ่นไม่สามารถแพร่เชื้อได้ง่ายๆ แม้จะมีอาการของโรค COVID-19 เล็กน้อย และความเชื่อที่ว่าวัยรุ่นจะไม่ติดเชื้อไวรัส เพราะระบบภูมิคุ้มกันทำงานดี

ดร.เลียต เลวิตา จากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ กล่าวว่า นักจิตวิทยาทราบมาสักพักแล้วว่าผู้ชายโดยทั่วไปจะมีความสุขที่ได้ทำกิจกรรมเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง

เมื่อเดือนที่ผ่านมา สถิติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติของสหราชอาณาจักรระบุว่า 80% ของผู้ที่ถูกปรับโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศ ในข้อหาฝ่าฝืนมาตรการล็อกดาวน์เป็นผู้ชาย โดย 2 ใน 3 เป็นผู้ที่มีอายุระหว่าง 18 – 34 ปี รวมทั้งวัยรุ่น 4 คน ที่ถูกตำรวจจาก Greater Manchester Police เรียกตัว ขณะขับรถออกจากบ้านเพื่อมาซื้อเบอร์เกอร์

อย่างไรก็ตาม ราว 40 – 50% ของผู้ที่ถูกสัมภาษณ์ กล่าวว่า พวกเขารู้สึกวิตกกังวลยิ่งกว่าก่อนที่จะมีการระบาดใหญ่ของโรค COVID-19 และ 50 – 60% รายงานว่ารู้สึกเป็นห่วงพ่อแม่และครอบครัว กลุ่มที่มีอาการซึมเศร้ามีแนวโน้มที่จะฝ่าฝืนมาตรการทั้งการล็อกดาวน์และการเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อไปพบเพื่อนๆ ในขณะที่กลุ่มที่วิตกกังวลจะล้างมือบ่อย

ดร.เลวิตาระบุว่า ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าบางครั้งวิถีชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต ก็ยากที่จะดำเนินไปตามมาตรการล็อกดาวน์

ติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ COVID-19 ได้ที่นี่