กว่าจะยืนได้อีกครั้ง หนุ่มจีนเหยื่อระเบิดราชประสงค์ กับการรักษาตัวในไทยนาน 3 ปีครึ่ง

กว่าจะยืนได้อีกครั้ง หนุ่มจีนเหยื่อระเบิดราชประสงค์ กับการรักษาตัวในไทยนาน 3 ปีครึ่ง

กว่าจะยืนได้อีกครั้ง...เจาะลึก 1,271 วัน กับการรักษาตัวในประเทศไทยของหนุ่มชาวจีน เหยื่อระเบิดศาลพระพรหมราชประสงค์

(12 มี.ค.) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายเจิ้ง จิ่ว เดินทางมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2019 พร้อมกับนางหม่า ไต้เฟิง มารดาของเขา เพื่อเดินทางกลับประเทศจีน หลังจากใช้เวลา 1,271 วัน รักษาตัวอยู่ในประเทศไทยนับตั้งแต่เหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2015

17 ส.ค. 2015 เกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่ศาลท้าวมหาพรหม โรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ ใจกลางกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 20 ราย และบาดเจ็บ 125 ราย นายเจิ้งเป็นหนึ่งในเหยื่อที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุระเบิดดังกล่าว

นายเจิ้งซึ่งหมดสติเข้ารับการผ่าตัดช่วยชีวิต 2 ครั้ง และรอดพ้นจากขีดอันตรายมาได้

“เขาบาดเจ็บสาหัสมากๆ ค่ะ สูญเสียศีรษะบางส่วนไปด้วย เขาอาจต้องนอนหมดสติไปตลอดชั่วชีวิตเลยด้วยซ้ำ พวกเราไม่ได้มีหวังกันสักเท่าไร” มัทนา มูลจันทร์ ทนายความและอาสาสมัครที่ช่วยเหลือนายเจิ้งมาตลอดเวลากว่า 3 ปี กล่าว “มีแค่คุณแม่ของเขาเท่านั้นที่ยืนยันว่าคุณเจิ้งจะฟื้น”

นายเจิ้งเกิดปี 1992 เป็นลูกคนเดียวของครอบครัว ปี 2015 ที่เกิดเหตุนั้นเขาเพิ่งเริ่มทำงานหลังจากมาเรียนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

อาสาสมัครจีนผู้ไม่ประสงค์ออกนามกล่าวว่า เธอยังจำภาพได้ติดตาว่าแม่ของคุณเจิ้งร้องห่มร้องไห้อยู่หน้าด่านตรวจคนเข้าเมืองที่เฉิงตู มณฑลเสฉวน เมื่อตอนที่เธอกำลังจะเดินทางมากรุงเทพฯ หลังทราบข่าวลูกชาย “เธอดูโศกเศร้ามาก”

นางหม่ามาถึงโรงพยาบาล 2 วัน หลังเกิดเหตุระเบิด เธอเช็ดตัวให้ลูกชายด้วยหัวใจที่แตกสลาย อ่านหนังสือให้เขาฟัง และเรียกชื่อเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าระหว่างที่นายเจิ้งยังคงสลบไสลไม่ได้สติ

นายเจิ้งฟื้นขึ้นมาเพียงไม่กี่วันก่อนหน้าเทศกาลตรุษจีนปี 2016 ซึ่งเขาเล่าว่าต้องขอบคุณ “พี่เฉิน” อาสาสมัครคนหนึ่งที่ “ตะโกนด่า” เขาว่าอกตัญญูต่อบิดามารดา

“อย่างแรกที่คุณเจิ้งจำได้เมื่อเขาฟื้นขึ้นมาก็คือเบอร์โทรศัพท์ของคุณแม่” มัทนาเล่ากับสำนักข่าวซินหัว

บิดาของนายเจิ้งซึ่งทำงานก่อสร้างอยู่ที่เบลารุสก็เดินทางมาดูแลลูกชายไม่นานหลังจากนางหม่าเดินทางถึงกรุงเทพ แต่เนื่องจากครอบครัวพวกเขาไม่ได้ร่ำรวยนัก บิดาของนายเจิ้งจึงต้องกลับไปทำงานที่ประเทศจีนเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัวหลังจากนายเจิ้งฟื้น

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. นายเจิ้งโพสต์เล่าความทรงจำเกี่ยวกับช่วงเวลา 3 ปี ที่เขาอยู่ในกรุงเทพบนโซเชียลมีเดีย

เมื่อตอนที่เขาฟื้น เสียงของเขาอ่อนแรงจนพ่อแม่แทบไม่ได้ยิน เมื่อพยาบาลมาตรวจร่างกายเขารู้สึกเจ็บจนต้องขอให้เบามือ แต่ก็ไม่มีใครได้ยินเสียงของเขา เขาจึงร้องไห้ แม่ของเขาก็ร้องไห้ กล่าวทั้งน้ำตาว่า “ไม่ต้องร้องนะ ลูกกำลังจะหายดี เราจะค่อยๆ รักษาไปทีละขั้น”

วันหนึ่งในปี 2016 นางหม่าบอกให้ลูกชายพลิกตัวขณะอยู่บนเตียง แต่เขาไม่อาจทำได้ นางหม่าจึงเข้าช่วยดันหลังให้ จนเขาพลิกตัวได้สำเร็จ นายเจิ้งต้องฝึกกายภาพเช่นนี้อยู่ 5-6 ครั้งต่อวันโดยมีแม่ของเขาคอยช่วยเหลือ หลังจากเวลาผ่านไป 3 เดือน ในที่สุดเขาก็พลิกตัวเองได้

5 ต.ค. 2016 แพทย์ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เริ่มผ่าตัดครั้งที่ 3 เพื่อเอาเศษซากระเบิดที่เหลือออกจากศีรษะของเขา จากนั้นนายเจิ้งก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้งที่บริเวณเข่าด้านขวา

จากนั้นการยืนทรงตัวและเดินได้อีกครั้งเป็นกระบวนการที่ยากลำบากอย่างยิ่ง อาสาสมัครคนหนึ่งเล่ากับสำนักข่าวซินหัวว่า “ฉันจำได้ว่าคุณแม่ของเขาอุ้มคุณเจิ้งเดินไปมาอยู่ในสวนของโรงพยาบาล เพื่อให้เท้าของคุณเจิ้งได้สัมผัสพื้นดิน” เนื่องจากคุณเจิ้งไม่มีแรงพอจะเดินได้ด้วยตัวเอง น้ำหนักทั้งหมดของเขาจึงอยู่ที่คุณแม่ทั้งหมด

หลังจากนั้นนายเจิ้งต้องสวมรองเท้าสำหรับถนอมกระดูกและกล้ามเนื้อเพื่อฝึกเดิน คุณแม่ของเขาต้องจับมือเขาระหว่างฝึกเดินอยู่เป็นเวลาครึ่งปี กว่าที่นายเจิ้งจะตัดสินใจลองเดินด้วยตัวเอง

ปี 2018 นายเจิ้งและแม่ย้ายไปอยู่ที่สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ เพื่อฟื้นฟูร่างกายต่อไป 

เดือนมิถุนายนปีนั้น อาการของนายเจิ้งเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เขาสามารถย้ายลูกบอลจากตะกร้าหนึ่งไปอีกตะกร้าหนึ่ง พูดคุยกับเพื่อนๆ อย่างสนุกสนาน และยิ้มมากขึ้น เมื่อได้กำลังได้ใจจากทั้งเพื่อนๆ และบรรดาอาสาสมัครจำนวนมาก

23 ม.ค. 2019 นายเจิ้งกล่าวบนวีแชทของเขาว่า เขากำลังเข้าสู่อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ เนื่องจากเขาเปิดร้านค้าออนไลน์เพื่อขายผลไม้ไทยและหมอนยางพารา เป็นต้น

“อาสาสมัครหลายคนให้กำลังใจและช่วยเขาทำร้านออนไลน์ ซึ่งจะเป็นหนทางให้เขาสามารถหาเลี้ยงตนเองได้” อาสาสมัครคนหนึ่งกล่าวกับสำนักข่าวซินหัว “เรากลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันไปเลย”

ปัจจุบันนายเจิ้งยังคงต้องกินยากันชักทุกๆ วัน

“ฉันคิดว่าที่เขาฟื้นตัวได้ดีจนถึงทุกวันนี้เป็นเพราะคุณแม่ของเขา” อาสาสมัครกล่าว “คุณเจิ้งเป็นลูกที่ดีมากๆ เขาบอกฉันว่าเขาต้องยืนให้ได้อีกครั้งเพื่อจะได้ดูแลคุณแม่ของเขา”

ทันทีหลังมีรายงานเหตุระเบิด อาสาสมัครจำนวนมากทั้งคนจีนที่ทำงานอยู่ในไทยและคนไทยที่พูดภาษาจีนได้ต่างรีบรุดไปยังโรงพยาบาลเพื่อให้ความช่วยเหลือ และจากนั้นคนกลุ่มนี้ก็กลายมาเป็นกลุ่มอาสาสมัครสำหรับช่วยเหลือเหตุฉุกเฉินในกรณีต่อๆ ไป

นายเจิ้งเขียนขอบคุณอาสาสมัครจำนวนมาก รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมถึงทุกๆ คนที่เกี่ยวข้อง

สถานทูตจีนในประเทศไทยกล่าวกับสำนักข่าวซินหัวว่า พวกเขามอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปเยี่ยมแม่ลูกคู่นี้เป็นประจำ ให้ความช่วยเหลือพื้นฐานที่จำเป็น และช่วยเจรจากับฝ่ายไทย

นายเจิ้งระบุว่า อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ รวมถึงสมเด็จพระเทพฯ มอบความช่วยเหลือด้านการเงินและการช่วยเหลือรูปแบบอื่นๆ ในการรักษาตัวและการใช้ชีวิตของเขาในประเทศไทย นอกจากนี้ทางกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็ยังให้ความช่วยเหลือกับพวกเขาอย่างมาก

นายหวัง จื้อหมิน ประธานคณะกรรมการส่งเสริมความเป็นเอกภาพอย่างสันติประจำประเทศไทย (Thailand Council for the Promotion of Peaceful Unification) ซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับนายเจิ้งและแม่ของเขาในครั้งนี้ และยังได้มาร่วมส่งทั้งสองที่สนามบินพร้อมกับคุณหลี่ ชุนหลิน ที่ปรึกษาฝ่ายกิจการจีนต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตจีน (Overseas Chinese Affairs from the Chinese Embassy) คุณมัทนา อาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ไทยอีกหลายท่าน

เมื่อถามนายเจิ้งว่า เขาอยากได้อะไรมากที่สุดตอนนี้ เขาตอบว่า “สุขภาพที่ดีครับ”

>> เปิดใจสาวจีนผู้ผ่านนาทีชีวิตแยกราชประสงค์ ก่อนตัดสินใจเป็นล่ามช่วยผู้บาดเจ็บ

>> นักท่องเที่ยวจีนถ่ายคลิปบนสกายวอล์ค นาทีระเบิดราชประสงค์

>> เกาะติด ระเบิดราชประสงค์

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!