ความวุ่นวายทางการเมืองไทยจะไปทางไหน?

ความวุ่นวายทางการเมืองไทยจะไปทางไหน?

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
สำนักข่าวรอยเตอร์ของอังกฤษ รายงานว่าความวุ่นวายทางการเมืองกลับมาสู่ประเทศไทยอีกครั้ง โดยผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ เรียกร้องให้รัฐบาลลาออก ทำให้รัฐบาลต้องประกาศวันศุกร์ที่ 10 เมษายน เป็นวันหยุดราชการ ผู้ประท้วงซึ่งใส่เสื้อแดงยังได้กระจายไปชุมนุมที่พัทยา ซึ่งกำลังมีการประชุมสุดยอดอาเซียนด้วย รายงานข่าวที่เสนอโดยนายอลัน เรย์บูลด์ และนายวิทูรย์ อมร เมี่อวานนี้ (10 เม.ย.) ชี้ให้เห็นว่าการเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ซึ่งถูกทหารปฏิวัติเมื่อเดือนกันยายน 2549 และขณะนี้ก็ลี้ภัยตัวเองไปอยู่ต่างประเทศ รายงานระบุว่าการประท้วงได้รับการสนับสนุนและบัญชาการจากนอกประเทศโดยพ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายตำรวจที่สร้างความมั่งคั่งจากธุรกิจโทรคมนาคม ก่อนจะก้าวมาเล่นการเมืองและกลายเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2544 พ.ต.ท. ทักษิณ ได้สร้างความนิยมรักใคร่ด้วยการเทงบประมาณให้คนยากจนในเมืองและชนบท แต่เขาก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าผูกขาดอำนาจและคอร์รัปชั่น และเหนือสิ่งอื่นใดพ.ต.ท. ทักษิณถูกมองว่าเป็นผู้นิยมสาธารณรัฐขณะที่ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ที่ได้รับความจงรักภักดีอย่างสูง ทำให้ต้องต่อสู้กับผู้จงรักภักดีกษัตริย์ระดับสูง ทหาร ตลอดจนนักธุรกิจรุ่นเก่า และในที่สุดก็ถูกปฏิวัติ รายงานให้ข้อมูลด้วยว่า นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากผู้นำที่นิยมทักษิณ โดยได้รับคะแนนสนับสนุนในสภาจากส.ส. ที่แปรพักตร์จากทักษิณ และว่าบางคนเชี่อว่ามีทหารอยู่เบื้องหลังการผ่องถ่ายผู้นำครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม การประท้วงครั้งนี้ยังกำหนดวงอยู่ในกรุงเทพฯ แม้จะจงใจสร้างอุปสรรคให้การประชุมสุดยอดอาเซียนที่พัทยาก็ตาม ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้ประกาศแล้วว่ารัฐบาลจะไม่ใช้กำลังสลายผู้ชุมนุม แต่เมื่อใดที่ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง ก็จะใช้กำลังปฏิบัติการ นายแล ดิลกวิลาส อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นในรายงานนี้ว่า นายอภิสิทธิ์ ได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ว่าเมื่อใดที่รัฐบาลใช้กำลังทหาร ตำรวจ สลายผู้ชุมนุม จะทำให้เกิดการปฏิวัติ หรือไม่ก็สงครามกลางเมือง ตราบใดที่รัฐบาลยังคงอดกลั้นและควบคุมทหาร ตำรวจได้ ก็ไม่น่าจะเห็นการจราจลบนท้องถนน เมื่อกล่าวถึงโอกาสการเจรจาระหว่างฝ่ายทักษิณและฝ่ายอภิสิทธิ์ รายงานกล่าวว่าฝ่ายรัฐบาลได้เคยเสนอให้มีการเจรจา แต่ก็ดูไม่ชัดเจนว่ามีความจริงใจหรือไม่ เพราะรัฐบาลได้ปฏิเสธสิ่งที่ฝ่ายทักษิณต้องการไปแล้ว นั่นก็คือ การเลือกตั้ง หากมีการเลือกตั้ง ก็เห็นได้ชัดว่าพรรคการเมืองที่สนับสนุนทักษิณต้องได้แน่นอน ทักษิณนั้นต้องคำพิพากษาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนและหนีโทษอยู่ต่างประเทศในขณะนี้ เขาต้องการการอภัยโทษให้ตัวเองและพวกพ้องซึ่งถูกคำพิพากษาห้ามเล่นการเมืองเพราะทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง นอกจากนายอภิสิทธิ์แล้ว ผู้ประท้วงยังมุ่งปลดประธานองคมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ โดยเดินขบวนไปชุมนุมหน้าบ้านและเรียกร้องให้ลาออก เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากทักษิณระบุว่าพลเอกเปรมเป็นผู้ปลุกระดมอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติเมื่อเดือนกันยายน 2549 การกล่าวหานี้เป็นการทลายข้อห้ามมาแต่ดั้งเดิมที่เห็นว่าองคมนตรีเป็นผู้แทนพระมหากษัตริย์และจะไม่ใคร่มีใครกล้าวิพากษ์วิจารณ์ นายแล ดิลกวิลาสเห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงมีความรู้สึกนี้อยู่ การโจมตีองคมนตรีจึงน่าจะให้ผลร้ายในท้ายที่สุด เมื่อพูดถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ รายงานชิ้นนี้กล่าวว่าไม่น่าจะทำให้แย่ลงกว่าเดิมมากนัก เพราะกองทุนการเงินระหว่างประเทศก็บอกแล้วว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัวประมาณร้อยละ 4 ในปีนี้ เนื่องจากการส่งออกลดลงและเป็นผลจากความไม่สงบทางการเมืองก่อนหน้านี้ที่กระทบธุรกิจท่องเที่ยวอย่างมาก แต่หากมีความรุนแรงเกิดขึ้น ก็จะทำให้การท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยตกลงไปอีก ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้วางไว้ ในด้านตลาดเงิน ตลาดหุ้นไทยตกร้อยละ 1.4 ในปีนี้และคงจะตกขบวนการฟื้นตัวตามตลาดทุนอื่นๆ ในเอเชีย แม้นักลงทุนต่างประเทศได้กลับมาลงทุนบ้างแล้ว ก็อาจถอนตัวได้ง่ายๆ หากสถานการณ์เลวร้ายลงอีก ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลดีขึ้นเพราะความกังวลหุ้นตกและอัตราดอกเบี้ยที่ตกต่ำลง เงินบาทยังคงแข็งค่า ขณะที่เงินบัญชีเดินสะพัดอยู่ในแดนบวก
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล