ตะลึง!โยกเงินสัมพันธ์ประกันภัย แต่งบัญชีลวงคปภ./ดีเอสไอเจอให้กู้คนนอก400ล. /อ้างขายที่ดินใช้หนี้

ตะลึง!โยกเงินสัมพันธ์ประกันภัย แต่งบัญชีลวงคปภ./ดีเอสไอเจอให้กู้คนนอก400ล. /อ้างขายที่ดินใช้หนี้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ดีเอสไอตามสาวไส้เส้นทางเงิน บ.สัมพันธ์ประกันภัยฯรั่วไหล แต่งบัญชีลวงคปภ. ใช้เงินกองทุนปล่อยกู้ให้บุคคลภายนอกสัญญาละ 10 ล้านบาท รวม 400 ล้านบาท ดีเอสไอแฉเริ่มเห็นเงินไหลออกตั้งแต่ปี 2545 ขณะที่ตรวจสอบหลักฐานโฉนดที่ดินที่มีการโอนให้กับบุคคลภายนอกมากกว่า 30 สัญญา บริษัทอ้างรายชื่อบุคคลที่รับโอนเป็นเจ้าหนี้และเป็นการโอนเพื่อการชำระหนี้สินตามคำพิพากษา คาดสรุปสำนวนคดีภายใน 1 เดือน

หลังคำสั่งปิดบริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด ซึ่งระหว่างนี้อยู่ในกระบวนการแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี พร้อมกับสำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมดำเนินคดีกับผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้อง

ต่อกรณีดังกล่าว แหล่งข่าวระดับสูงจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผย ฐานเศรษฐกิจ ว่า หลังจากที่คปภ. ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อดีเอสไอให้ดำเนินคดีกับผู้บริหารของบริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด และผู้เกี่ยวข้อง โดยคดีมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,000 ล้านบาท จากที่ดีเอสไอได้ตรวจบัญชีเงินฝากของธนาคาร 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบัญชีที่บริษัทได้เคยรายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในช่วงปี 2548-2549 ประมาณกว่า 10 บัญชี โดยแสดงว่าเป็นสินทรัพย์ในการดำรงเงินกองทุนนั้น

ปรากฏว่า บริษัทมีการตกแต่งบัญชี เพื่อแสดงว่าเป็นเงินที้ไม่ติดหนี้ภาระผูกพัน แต่เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่ามีหนี้ภาระผูกพันเริ่มตั้งแต่ปี 2545 ได้แก่ การให้กู้ยืมกับลูกหนี้บุคคลภายนอกมูลค่า 400 ล้านบาท กระจายให้กู้แก่ลูกหนี้สัญญาละประมาณ 10 ล้านบาทและอีก 600 ล้านบาทเป็นการตั้งบัญชีโดยอ้างว่าเพื่อการทดรองจ่าย โดยบัญชีเงินเหล่านี้พบการปลอมแปลงหนังสือรับรองของธนาคาร โดยปลอมลายมือชื่อของพนักงานธนาคาร ซึ่งถือเป็นการรายงานเท็จเพื่อส่งรายงานต่อคปภ.ทุกเดือน

นอกจากนี้ ดีเอสไออยู่ระหว่างตรวจสอบการทุจริตทางบัญชีทรัพย์สินเพิ่มเติม หลังจากบริษัทถูกสั่งปิด พบว่าบริษัทได้โอนทรัพย์สินประเภทที่ดินในหลายท้องที่ทั่วประเทศให้กับบุคคลภายนอก จำนวน 41 สัญญา โดยที่ส่วนใหญ่เป็นที่ดินขนาดเล็ก และเจ้าของที่ดินถือครองในนามบริษัทสัมพันธ์ประกันภัยฯประมาณปี 2551 ขณะเดียวกันจะตรวจสอบนายศรีศักดิ์ ณ นคร อดีตประธานของบริษัทสัมพันธ์ประกันภัยฯว่ามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกลุ่มใดบ้าง เพราะในช่วงที่บริษัทเริ่มดำเนินกิจการและมีการเติบโตสูง พบว่าส่วนใหญ่เป็นการรับเงินเพื่อนำไปใช้สำหรับการกุศล และยังคงต้องตรวจสอบไปถึงประเด็นการไซฟอนเงินว่ามีการตั้งบริษัทในเครือหรือธุรกิจอื่นมาเพื่อโอนเงินไปในทางที่ไม่ถูกต้องหรือไม่

เบื้องต้นพบว่า การตั้งบริษัทขึ้นมา เป็นเพียงเพื่อทำธุรกิจแบบจับเสือมือเปล่า ไม่ได้มีเม็ดเงินลงทุนจริงตั้งแต่แรก แต่อาจได้ตกลงขอกู้เงินมาก่อนแล้วจะใช้หนี้กันในภายหลัง เพราะเริ่มเห็นเงินไหลออกตั้งแต่ปี 2545 และมีการขยายธุรกิจเกินตัว

นายสมนึก พุ่มไฉยา ผู้ชำระบัญชี บริษัท สัมพันธ์ประกันภัย จำกัด กล่าวว่า จากที่ตรวจสอบรายงานทางบัญชีของบริษัทสัมพันธ์ฯ เบื้องต้น จากฝ่ายกฎหมาย คปภ. พบข้อมูลที่เกี่ยวกับการทุจริตทางบัญชีว่า รายงานทางบัญชีเงินสดและทรัพย์สินของบริษัท สัมพันธ์ฯ อาจเป็นการแสดงทางบัญชีต่อ คปภ. เท่านั้น ไม่มีเอกสารสำคัญยืนยัน ดังนั้น สุดท้ายแล้วอาจเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนหรือมีการโอนถ่ายทรัพย์สินไปก่อนหน้านี้แล้ว

ยกตัวอย่าง ทรัพย์สินที่ดินในหลายจังหวัด เช่น สุราษฎร์ธานี สกลนคร มูลค่า 100 กว่าล้านบาท ,บัญชีธนาคาร มูลค่าประมาณ 23 ล้านบาท แต่ติดหนี้ค้ำประกันในคดีและทะเบียนรถยนต์อีกจำนวนหนึ่ง ดังนั้นจะต้องมีการสืบทรัพย์ และพยาน ตรวจสอบทางบัญชีที่มาที่ไปของทรัพย์สินใหม่ทั้งหมด รวมถึง การตรวจสอบทางบัญชีและการถือหุ้นในบริษัทในเครือของสัมพันธ์ประกันภัยฯ ภายใต้ชื่อ พัชร กรุ๊ป จากการที่มีคณะผู้บริหารเป็นคนกลุ่มเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้าเคยมีการมาร้องเรียนว่า ผู้บริหารใช้ช่องทางในการยักยอกทรัพย์นำเบี้ยประกันของผู้เอาประกันภัยออกจากบริษัทจนเกิดปัญหาดังกล่าว

สาเหตุที่อ้างว่าบริหารธุรกิจผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นได้ แต่ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ใช่ฉวยโอกาสเจตนายักยอกทรัพย์ ในช่วงหลังจากที่บริษัทถูกสั่งหยุดรับประกันชั่วคราวเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2550 และคปภ.ให้โอกาสในการแก้ไขฐานะการเงิน เพราะขณะนี้ได้ตรวจพบเอกสารสำคัญภายในของบริษัทถูกถอดออกไป แสดงถึงการปิดบังข้อมูลจากกลุ่มพนักงานที่เป็นคนของฝ่ายบริหารของบริษัท ที่ได้รับเงินเดือนมาตลอดประมาณ 20 กว่าคนทำให้การติดตามหลักฐานเป็นไปอย่างยากลำบาก ทั้งนี้ ตามกระบวนการหลังจากนี้ จะประสานงานกับฝ่ายกฎหมาย คปภ. ,กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเร่งด่วน เพื่อร่วมมือในการรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบข้อเท็จจริง พิสูจน์คณะผู้บริหารบริษัทสัมพันธ์ฯทั้งหมด ซึ่งขณะนั้นมีนายศรีศักดิ์ ณ นคร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดยมีพฤติการณ์กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย และยักยอกทรัพย์ในบริษัทสัมพันธ์ฯ ที่มีความเสียหายมากกว่า 1,000 ล้านบาท ค้างชำระเงินให้กับศูนย์บริการและอู่ซ่อมจำนวนมาก

นายสมนึก กล่าวว่า ขณะนี้กำลังเร่งสืบทรัพย์และพยาน โดยจะพยายาม เร่งตรวจสอบทรัพย์สินที่เป็นที่ดินก่อน เพื่อนำทรัพย์สินเหล่านี้มาขายและชำระหนี้ให้กับผู้เอาประกันก่อนในเบื้องต้น คาดว่าจะใช้เวลาหลังจากนี้ประมาณ 6 เดือน รวมถึงหากพบว่า ทรัพย์สินถูกโอนย้าย ก็จะทำการฟ้องร้องตามกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ พ.ต.อ. ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ในฐานะโฆษกดีเอสไอ กล่าวว่า ความคืบหน้าของคดี คณะพนักงานสอบสวนได้สอบสวนปากคำพยานแล้ว 78 ราย และได้แจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีกับผู้ต้องหาแล้ว เมื่อต้นเดือนมีนาคม จำนวน 15 ราย

นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุลปลัดกระทรวงการคลังในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) กล่าวว่า กรณีสั่งปิดบริษัท สัมพันธ์ประกันภัยฯ ว่า บริษัทมีปัญหาสั่งสมมานานแล้ว ซึ่งอาจมีความบกพร่องในเรื่องของการทำบัญชีในอดีต ส่วนการพิจารณาดำเนินการตรวจสอบบัญชีของบริษัทประกันภัยอื่นๆนั้น ก็คงจะเป็นการดำเนินการไปตามปกติ โดยเชื่อว่า จากหลักเกณฑ์ของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่กำหนดให้ต้องมีการยื่นฐานะทางการเงินเพื่อให้ตรวจสอบบัญชีเป็นประจำอยู่แล้ว จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้อีก

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล