กบข.ยันเงินไม่ได้หาย7.4หมื่นล.ชี้เข้าใจผิด ยอมรับขาดทุนจริง 4.2พันล.เตรียมให้สมาชิกเลือกลงทุนเอง

กบข.ยันเงินไม่ได้หาย7.4หมื่นล.ชี้เข้าใจผิด ยอมรับขาดทุนจริง 4.2พันล.เตรียมให้สมาชิกเลือกลงทุนเอง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กบข.แถลงยืนยันเงินไม่ได้หาย 7.4 หมื่นล้าน แจงเป็นการเข้าใจผิด สารภาพขาดทุนจริง 4.2 พันล้าน แต่เป็นการขาดทุนกำไร ย้ำเงินต้นยังอยู่ครบ เตรียมให้สมาชิกเลือกรูปแบบการลงทุนเอง 3 ทางเลือก ในอีก 2 เดือนข้างหน้า นายวิสิฐ ตันติสุนทร เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)เปิดแถลงเมื่อวันที่ 12 มีนาคมชี้แจงกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) จะเข้าตรวจสอบการบริหารงานของกบข.หลังมีข้าราชการร้องเรียนว่ากบข.บริหารงานขาดทุนกว่า 7 หมื่นล้านบาทในปี 2551 ว่า ในปี 2551 นั้นผลตอบแทนการลงทุนของกบข.ขาดทุนจริง แต่ขาดทุนเพียง 5.12% หรือคิดเป็นมูลค่าเพียง 4,216.18 ล้านบาทเท่านั้น ไม่ใช่ 7 หมื่นล้านบาทตามที่หลายคนเข้าใจ ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตการเงินโลกที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์ในรอบ 80ปี ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งไทยติดลบ การลงทุนของนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงกบข.จึงต้องติดลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และก็เป็นปีแรกที่กบข.ขาดทุน

นายวิสิฐกล่าวว่า การขาดทุนดังกล่าว เป็นการขาดทุนในส่วนของกำไร หรือยอดผลประโยชน์ที่สะสมมาเท่านั้น ไม่ได้กระทบกับเงินต้น หรือเงินสะสมของสมาชิกเลย เงินต้นยังอยู่ครบทุกบาทไม่ได้หายไปไหน นอกจากนี้เมื่อดูผลตอบแทนย้อนหลังแล้ว สมาชิกยังมีกำไรอยู่ โดยหากดูผลตอบแทนย้อนหลัง 2 ปี มีกำไรอยู่ ประมาณ 2% และหากดูผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ตั้งกบข.มา หรือ 11 ปี ก็ยังมีกำไรเฉลี่ยอยู่ถึง 7.04%ต่อปี ซึ่งหากคำนวณผลตอบแทนที่สมาชิกได้รับตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาก็รวมเป็น 124% แล้ว

ส่วนกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่าเงินหายไป 7.4 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นความเข้าใจผิด เพราะเงินส่วนนี้คือเงินสำรองที่รัฐบาลส่งให้กบข.เป็นรายปีในอัตรา 20% ของงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญข้าราชการประจำปี ซึ่งจะไม่ได้แจ้งรวมในใบแจ้งยอดที่ส่งให้สมาชิก แต่จะรวมอยู่ในมูลค่าทรัพย์สินรวมของกบข. ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ปัจจุบันเงินสำรองส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 83,640.63 ล้านบาทแล้ว ทั้งนี้มูลค่าทรัพย์สินรวมของ กบข.ณ สิ้นปี 2551 มีจำนวน 391,881.57 ล้านบาท เป็นมูลค่าทรัพย์สินของสมาชิก 308,240.94 ล้านบาท แยกเป็นเงินต้น 213,787.17 ล้านบาท เงินผลประโยชน์ 94,453.77 ล้านบาท

ผมได้โทรศัพท์ไปชี้แจงข้อเท็จจริงกับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ เลขาธิการป.ป.ท.แล้ว ซึ่งท่านก็เข้าใจ แต่ผมก็ไม่ได้ถามต่อว่าหลังจากนี้ยังจะมีการตรวจสอบต่อหรือไม่ อย่างไรก็ตามหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ผมก็ยินดีชี้แจงทั้งต่อ ป.ป.ท. และสมาชิก เพราะผมเข้าใจว่า สมาชิกที่มีอยู่กว่า 1 ล้านคน คงไม่เข้าใจหมดทุกคน แต่คิดว่าส่วนใหญ่เข้าใจดี เลขาธิการกบข.กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามยอมรับว่า การที่สมาชิกเข้าใจผิด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในใบแจ้งยอดเงิน และผลประโยชน์ที่ส่งให้สมาชิกนั้น ไม่ได้แยกบัญชีเงินต้น และเงินผลประโยชน์อย่างชัดเจน ทำให้คิดว่าตัวเลขที่ติดลบคือเงินต้น ซึ่งกบข.จะมีการพิจารณาเปลี่ยนใหม่ ให้แยกบัญชีกันชัดเจน

นายวิสิฐกล่าวว่า กบข.มีกรอบการลงทุนที่ชัดเจน และเป็นไปตามกรอบที่กฎกระทรวงกำหนดทุกอย่าง โดยกำหนดให้กบข.ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อย เช่นพันธบัตรไม่ต่ำกว่า 60% แต่กบข.ลงทุนในส่วนนี้ถึง 78% ส่วนหุ้นนั้นกำหนดให้ลงทุนได้ไม่เกิน 30% ซึ่งในปีที่ผ่านมากบข.มีการลงทุนในหุ้น 15% แต่ปัจจุบันได้ลดลงเหลือ12% แล้ว นอกจากนี้ยังมีการปรับพอร์ตการลงทุนเป็นประจำเพื่อให้ทันสการณ์ ซึ่งสถานการณ์ในช่วงไตรมาส 1 นี้ผลตอบแทนการลงทุนก็เป็นบวกแล้ว จึงมั่นใจว่าในปี 2552 นี้ผลการดำเนินงานของกบข.เป็นบวกแน่นอน

" ผลตอบแทนการลงทุนมีขึ้นลงทุกวัน ตามสถานการณ์ตลาด ไม่ควรดูช่วงใดช่วงหนึ่งเท่านั้น แต่ควรดูผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง ซึ่งการที่กบข.เฉลี่ยการลงทุนในหุ้นซึ่งมีความเสี่ยงด้วย ก็เพราะอยากให้ผลตอบแทนการลงทุนชนะเงินเฟ้อ ไม่เช่นนั้นสมาชิกก็เสียประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมาก็ทำได้ดี มีเพียงปีที่แล้วเท่านั้นที่ผลตอบแทนติดลบ นายวิสิฐกล่าว

นายวิสิฐกล่าวว่า ในอีก 2 เดือนข้างหน้า กบข.จะเปิดให้สมาชิกสามารถเลือกรูปแบบการลงทุนเองได้ แต่อยู่ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด คือลงทุนในพันธบัตรไม่ต่ำกว่า 60% และลงทุนในหุ้นไม่เกิน 30% โดยจะมี 3 รูปแบบให้เลือก คือ 1.เป็นพอร์ตลงทุนเหมือนในปัจจุบัน 2. เป็นพอร์ตการลงทุนที่มีหุ้นน้อย หรือ ไม่มีหุ้นเลย และ 3. มีการลงทุนในหุ้นมากขึ้น ซึ่งกบข.คิดจะดำเนินการตั้งแต่ปีที่ผ่านมาแล้ว เพื่อเปิดเป็นทางเลือกให้สมาชิก แต่ยังติดในเรื่องการแก้กฎหมายอยู่ แต่คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ในอี 2 เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กล่าวเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ถึงการตรวจสอบการบริหารกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งผลประกอบการขาดทุน ทำให้ข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข.กว่า 1.1ล้านคน ได้รับความเสียหาย โดยมียอดเงินสมทบติดลบ ว่า ได้รับการร้องเรียนจากข้าราชการในสำนักงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้ตรวจสอบ กบข. นอกจากนั้น ยังมีข้าราชการอีกหลายหน่วยงานได้ร้องเรียนมายัง ป.ป.ท.เป็นลายลักษณ์อักษร โดยกังวลและคลางแคลงใจในการบริหารของ กบข.ที่ผลประกอบการขาดทุน จึงมอบหมายให้ชุดสืบสวนจากหน่วยป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2 หน่วยงานการข่าว และหน่วยกฎหมายของ ป.ป.ท.เข้าไปตรวจสอบการตัดสินใจและบริหารสินทรัพย์และการลงทุนของ กบข.

ได้รับข้อมูลการร้องเรียนว่า สินทรัพย์ของ กบข.ที่มีอยู่จนถึงกลางปี พ.ศ.2551 มีทั้งสิ้น 376,000 ล้านบาท แต่ผลจากการลงทุนเพียง 4 เดือนช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 กบข.ขาดทุนไปถึง 74,000 ล้านบาท ส่งผลให้ข้าราชการแต่ละคนมียอดเงินติดลบเฉลี่ยอย่างน้อย 10,000 บาท กบข.จึงควรออกมาให้ข้อมูล เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และให้ข้าราชการหายคลางแคลงใจ เพราะกฎหมายกำหนดให้ กบข.ต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่มั่นคง มีความเสี่ยงน้อยที่สุด แต่เหตุใดปีที่ผ่านมา การลงทุนของ กบข.จึงขาดทุนส่งผลให้ยอดเงินสะสมของข้าราชการติดลบเป็นจำนวนมาก นายธาริตกล่าว

นายธาริตกล่าวว่า กบข.เป็นหน่วยงานของรัฐจะต้องมีความรับผิดชอบ ที่ผ่านมากรณีธนาคารกรุงไทย ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ มีผู้บริหารปล่อยสินเชื่อผิดพลาดทำให้เกิดความเสียหาย ก็ยังต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและอาญา

นายธาริตกล่าวว่า ป.ป.ท.จะประสานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และวิทยาลัยตลาดทุน ให้ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมวิเคราะห์การลงทุนของ กบข.ที่ขาดทุน เพื่อให้รู้ว่า สถานการณ์จริงเป็นอย่างไร หากข้าราชการรายใดต้องการร้องเรียนหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมกรณีเงิน กบข.สามารถติดต่อได้ที่สำนักงาน ป.ป.ท.

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ กบข.ออกมาชี้แจงการบริหารเงินสะสมขาดทุนว่า เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โดย กบข.ขาดทุนเพียงร้อยละ 5.31 ถือว่าเป็นน้อยเมื่อเทียบกับผลประกอบการกองทุนในลักษณะเดียวกันที่ประเทศสหรัฐที่ขาดทุนสูงถึง ร้อยละ 10 อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ กบข.จะขาดทุน แต่ผู้บริหารของ กบข.ได้รับเงินโบนัสในปี 2551 เฉลี่ยคนละ 3 เดือน สร้างความไม่พอใจให้กับข้าราชการจำนวนมากที่เป็นสมาชิก กบข.

นายวิสิฐ ตันติสุนทร เลขาธิการคณะกรรมการ กบข.กล่าวว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนของ กบข.ในปี 2551 ที่ติดลบประมาณ 5% เป็นไปตามภาพรวมของการลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับลดลง ยืนยันว่า ผลตอบแทนที่ติดลบดังกล่าวเป็นเพียงการขาดทุนทางบัญชี และเป็นการขาดทุนกำไรเท่านั้น ส่วนเงินต้นของสมาชิกยังอยู่ครบ นอกจากนี้ เมื่อหักลบกับผลประโยชน์ตลอด 11 ปี ของการก่อตั้ง กบข. มา ถือว่า ยังมีผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 7% หรือหากคิดผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วง 2 ปี คือ ระหว่างปี 2550-2551 ผลตอบแทนก็ยังเป็นบวกอยู่ 2% และเชื่อว่าการลงทุนในปีนี้น่าจะได้รับผลแทนเป็นบวก

แม้ผลตอบแทนการลงทุนในปีที่แล้วจะติดลบประมาณ 5% แต่เงินของสมาชิกไม่ได้หายไปไหน เมื่อครบกำหนดจะได้รับคืนทั้งหมด ส่วนที่หายไปเป็นเพียงในส่วนของผลประโยชน์ที่จะได้รับเท่านั้น ซึ่งเกิดจากการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้น ไม่ใช่นโยบายการลงทุนที่ผิดพลาด นายวิสิฐกล่าว

เลขาธิการ กบข.ว่า หาก ป.ป.ท.จะเข้าตรวจสอบการดำเนินงานและนโยบายการลงทุนของ กบข. ก็พร้อมจะให้ข้อมูลและชี้แจงรายละเอียดต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้ชี้แจงแก่สมาชิกมาตลอด เพราะยอมรับว่ายังมีบางคนที่ยังไม่เข้าใจ หลังจากนี้ จะพยายามชี้แจงสมาชิกให้มากขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีผลการลงทุนติดลบ แต่ กบข.ยังจ่ายโบนัสให้ผู้บริหารถึง 3 เดือนนั้น นายวิสิฐกล่าวว่า มีการจ่ายโบนัสเพียง 2 เดือนเศษเท่านั้น เป็นการจ่ายปกติเพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่พนักงาน เรื่องโบนัสจะมี 2 ส่วน คือ 1.โบนัสที่จ่ายเป็นปกติทุกปี และ 2.โบนัสที่อิงกับผลตอบแทนการลงทุน ซึ่งในส่วนนี้มีอัตราการจ่ายที่ต่ำมาก และในปีที่แล้วเมื่อผลตอบแทนติดลบก็ไม่มีการจ่ายในส่วนนี้

ผู้สื่อข่าวรายงาน จากตรวจสอบงบดุลของ กบข. พบว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2551 กบข.มีสินทรัพย์สุทธิ 391,066 ล้านบาท ขณะที่สิ้นเดือนธันวาคม 2551 มีสินทรัพย์สุทธิ 391,882 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 716 ล้านบาท

ส่วนด้านเงินทุนรายบุคคลและผลประโยชน์ของสมาชิก ณ สิ้น เดือนกันยายน 2551 มีจำนวน 311,789 ล้านบาท แต่สิ้นเดือนธันวาคม 2551 ลดลงเหลือ 299,353 ล้านบาท หรือลดลง 12,436 ล้านบาท

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล