2 ส.ส.ปชป. นิพนธ์ บุญญามณี - เอกอุรุ ประพร แจงกรณีเครือญาติมีส่วนพัวพัน รับเงินบริจาคฉาว 250 ล้าน

2 ส.ส.ปชป. นิพนธ์ บุญญามณี - เอกอุรุ ประพร แจงกรณีเครือญาติมีส่วนพัวพัน รับเงินบริจาคฉาว 250 ล้าน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
... เงินที่โอนให้ เมซไซอะฯ 23-25 ล้านบาท ปี 2547-48 จำไม่ได้แน่ชัด เป็นการโอนเงินเพื่อจ้างให้ทำป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ มีการโอนจริง แต่เงินก้อนนี้ ผมไม่ทราบว่า เป็นเงินอุดหนุนพรรคการเมืองที่ กกต. มอบให้หรือไม่ แต่มีการโอนจริง ... เป็นการจ้างเพื่อการทำป้ายโฆษณา ไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด ... นิพนธ์ กล่าว หมายเหตุ : นายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ และนายประพร เอกอุรุ ส.ส.สงขลา เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีที่มีชื่อเครือญาติมีส่วนพัวพันกับการรับเงินบริจาค 250 ล้านบาท ของพรรคประชาธิปัตย์

------------------------------

นายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์

ความจริงเรื่องนี้ อยากจะชี้แจงผ่านสภามากกว่า เพราะต้องการดูข้อมูลว่าฝ่ายค้านได้หยิบยกประเด็นไหนมาพูด เพราะเบื้องต้นเท่าที่ทราบส่วนใหญ่เป็นเรื่องเก่าตั้งแต่สมัยที่นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เคยอภิปรายที่สภามาเแล้ว (เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2551 ในช่วงที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี) แต่ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็น 3 ประเด็นที่นำมาโยงกันเอาเอง เรียกว่า จับแพะชนแกะ

ที่มาคือบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) มาจ้างบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ของนายประจวบ สังขาว ทำโฆษณาให้ทั่วประเทศ และทางนางมาลี ปัญญารักษ์ น้องสาวผม ซึ่งเดิมเป็นเอเย่นต์ปูนของบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) อยู่ ก็รับช่วงทำการประชาสัมพันธ์ให้ในโซนภาคกลาง และภาคใต้ โดยได้รับค่าตอบแทนจังหวัดละ 2 ล้านบาท แต่มีการนำมาโยงกับพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์จ้าง บริษัท เมซไซอะฯทำป้ายหาเสียงในช่วงปี 2548 ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวกันเลย ดังนั้น หากฝ่ายค้านมีข้อมูลแค่นี้รับรองได้ว่าผมชี้แจงได้ทั้งหมด และสามารถพิสูจน์เส้นทางการเงินได้ด้วย ส่วนตัวเลข 250 ล้านบาท เข้าใจว่าเป็นงบฯประชาสัมพันธ์บริษัท ทีพีไอฯทั่วประเทศมากกว่า

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ น.ส.สุพัชรี (ธรรมเพชร ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์) เพราะระหว่างช่วงปีที่ฝ่ายค้านหยิบยกมา น.ส.สุพัชรีได้ลาออกจากกรรมการบริษัทไปเรียนต่อต่างประเทศแล้ว แต่ยอมรับว่านายสุพัฒน์ บิดาของ น.ส.สุพัชรี เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท แต่รับรองได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับพรรคแน่นอน กรณีนี้ ทาง น.ส.สุพัชรีก็เคยชี้แจงไปแล้วว่าเป็นเรื่องเมื่อครั้งก่อนไปเมืองนอกที่คุณพ่อได้ชักชวนให้ทำธุรกิจ แต่เมื่อตั้งใจว่าจะไปเรียนต่อเมืองนอกก็ได้ขายหุ้นทั้งหมดไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2544 เรื่องก็น่าจะจบแล้ว เป็นเรื่องระหว่างพ่อลูกกันไม่เกี่ยวกับพรรค

และเมื่อถอนหุ้นไป ก็อาจจะมีบรรดา ส.ส.หรือคนในพรรคยังติดต่อทำธุรกิจด้วยอยู่ เพราะเห็นว่ามาจ้างบริษัทนี้ทำป้ายโฆษณาก็น่าจะดีกว่าเปลี่ยนไปเป็นบริษัทอื่นที่ไม่คุ้นเคย หรืออาจเป็นพวกนักการเมืองท้องถิ่นที่เคยจ้างงานกันอ่ก็ยังรับงานกันต่อไป ไม่ได้เป็นเรื่องพิเศษอะไร คือบางทีเวลาจ้างงานมันพูดกันง่ายกว่า ต่อรองง่ายกว่า หรือบางครั้งยังไม่มีเงินติดค้างไว้ก่อนก็ยังได้ เป็นเรื่องของการจ้างงานกับบริษัทที่คุ้นเคยกันไม่มีอย่างอื่น

ส่วนประเด็น เงินที่โอนให้กับบริษัท เมซไซอะฯ ราว 23-25 ล้านบาท เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2547 หรือ 2548 จำไม่ได้แน่ชัด เป็นการโอนเงินเพื่อจ้างให้ทำป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ มีการโอนจริง แต่เงินก้อนนี้ผมไม่ทราบว่าเป็นเงินอุดหนุนพรรคการเมืองที่ กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) มอบให้หรือไม่ แต่มีการโอนจริง เพียงแต่เป็นการจ้างเพื่อการทำป้ายโฆษณา และไม่ได้เป็นเรื่องผิดกฎหมายแต่อย่างใด

ประเด็นที่สามที่มีการโยงผมและครอบครัวเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั้น เนื่องมาจากผมถือหุ้นอยู่ในบริษัท อาคเนย์ คอนกรีต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายให้กับทีพีไอมานาน โดยรับปูนผงหรือปูนถุงมาจำหน่าย เป็นตัวแทนขายในจังหวัดสงขลา แต่ปรากฏว่ายี่ห้อทีพีไอกลับไม่เป็นที่นิยมสำหรับคนภาคใต้ ทำตลาดไม่ขึ้น เพราะรู้จักกันแค่ตราช้าง ตราเสือ ดังนั้น จึงต้องมีการจ้างบริษัท เมซไซอะฯเพื่อไปทำประชาสัมพันธ์ มีการจัดอบรมสัมนาพนักงาน ตัวแทนจำหน่าย มีการทำป้ายโฆษณาต่างๆ เพื่อส่งเสริมการตลาดล้วนๆ แต่ก็ถูกฝ่ายค้านนำโยงเป็นประเด็นการเมือง แต่ละเรื่องนั้นมันแยกส่วนกัน แต่กลับเหมารวมโยงใยจนกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

ส่วนที่มีชื่อน้องสาวผมปรากฏเมื่อคราวบริษัท เมซไซอะฯ โอนเงินค่าจ้างทำประชาสัมพันธ์ไปยังบัญชีส่วนตัวของน้องสาวผม แทนการโอนให้บริษัทของครอบครัวผมนั้น ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงภาษีแต่อย่างใด แต่เนื่องจากน้องสาวผมเป็นผู้รับงานการทำแผ่นป้ายโฆษณา และรถแห่หาเสียงเอง จึงเป็นการรับงานส่วนตัว ไม่ได้รับในนามของบริษัท อาคเนย์ฯแต่อย่างใด จึงไม่จำเป็นต้องโอนเงินให้บริษัท

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดได้ส่งให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปหมดแล้ว มีการเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาสอบแล้ว แต่จะเมื่อไหร่ผมไม่ทราบ แต่ผมก็ได้สอบถามจากผู้ที่ไปให้ปากคำแล้วก็รับทราบเท่านั้น หากข้อมูลมีแค่นี้จริงก็มั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงในสภาได้ แต่ก็อยากจะรอฟังข้อมูลของฝ่ายค้านดูก่อนว่าจะมีอะไรใหม่ หรือเพิ่มเติมจากนี้หรือไม่ ถ้าไม่มีอะไรใหม่ไปจากนี้ ก็มั่นใจว่าไม่มีปัญหา คือผมเห็น ร.ต.อ.เฉลิม (อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย) ราคาคุยว่าจะล้มรัฐบาลได้ แต่ถ้ามีข้อมูลแค่นี้จริง ผมก็พร้อมแจงได้ ถึงอยากจะทราบว่าทางฝ่ายค้านมีข้อมูลมากแค่ไหน เพราะความจริงทั้งหมดก็มีอยู่เท่านี้

ส่วนนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตผู้บริหารบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ก็ไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชีของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์แต่อย่างใด รวมถึงโอนเข้าบัญชีของคนใกล้ชิดพรรคด้วย ทั้งนี้ จะดูว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายในประเด็นใด หากพาดพิงถึงใครให้เสียหาย ก็มีสิทธิที่จะฟ้องร้องได้

สำหรับเรื่องที่เกี่ยวกับนายประพร เอกอุรุ ส.ส.สงขลา นั้น ก็ไม่ได้เกี่ยวกับนายประพรโดยตรง แต่เป็นเพราะมีญาติไปรับช่วงทำโฆษณาต่อจากบริษัทดังกล่าว เรื่องทั้งหมดทุกคนได้ชี้แจงกับดีเอสไอไว้เป็นหลักฐานหมดแล้ว

-----------------------

นายประพร เอกอุรุ ส.ส.สงขลา เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์

ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินจำนวนดังกล่าวเลย เพิ่งมาทราบเรื่องเมื่อนายสุนัย (จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย) อภิปรายในสภา ว่า น้องสาวและญาติของผมมีส่วนรับเงินดังกล่าวด้วย ซึ่งได้โทรศัพท์ไปสอบถามนางอาภาพร น้องสาว และนายสมศักดิ์ ลูกพี่ลูกน้อง ทำให้ทราบว่าทั้งสองร่วมกันรับงานประชาสัมพันธ์ของ บริษัท ทีพีไอฯ มาทำร่วมกัน ซึ่งขณะนั้นน้องสาวผมอายุ 37-38 ปี มีครอบครัวแล้ว บรรลุนิติภาวะ สามารถที่จะทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องมาปรึกษาผม

ประกอบกับผมก็เพิ่งได้รับเลือกตั้งเข้ามาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ในช่วงก่อนหน้านั้นจึงทำเพียงอย่างเดียวคือเดินหน้าเคาะประตูบ้านหาเสียง และต้องต่อสู้กับระบอบทักษิณอย่างรุนแรง แม้ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็น ส.ส.แล้ว ก็ไม่ได้มีตำแหน่งในพรรค ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค และไม่ได้มีชื่อเสียงถึงขนาดต้องมีคนโอนเงินมาให้

ในวันนี้น้องสาวของผมก็ได้เข้าให้ปากคำกับดีเอสไอแล้ว พร้อมเอกสารหลักฐาน ซึ่งน้องสาวบอกว่ามีเอกสารหลักฐานทั้งหมดที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องของการจัดสัมมนา ค่าใช้จ่าย ค่าโรงแรม เป็นเอกสารที่สามารถยืนยันการทำงานได้ทั้งหมด

ส่วนการมองว่าเชื่อมโยงกับนายนิพนธ์ บุญญามณี ที่มีคนใกล้ชิดและมีส่วนในเงินจำนวนดังกล่าวด้วยเช่นกันนั้น คิดว่าคงจะต้องดูเอกสารหลักฐานเป็นหลัก ทั้งนี้ได้เรียนให้ผู้ใหญ่ในพรรคทราบแล้ว ว่าทุกอย่างสามารถชี้แจงได้อย่างชัดเจน และยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินจำนวนดังกล่าวอย่างแน่นอน ส่วนตัวก็ไม่ได้วิตกอะไร

-------------------------------------

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล