นายกฯ ยันไม่ต้องแก้กรอบเจรจาเขมร ระบุเรียกชื่อพระวิหารเรื่องใหญ่ บัวแก้วมั่นใจไม่ทำให้แตกหัก

นายกฯ ยันไม่ต้องแก้กรอบเจรจาเขมร ระบุเรียกชื่อพระวิหารเรื่องใหญ่ บัวแก้วมั่นใจไม่ทำให้แตกหัก

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
นายกฯชี้ชื่อเรียกพระวิหารเรื่องใหญ่ มีผลต่อ สิทธิที่จะตามมา ยันไม่จำเป็นต้องการแก้กรอบการเจรจา ให้เดินหน้าคุยเขมรต่อ ดีกว่าล้มโต๊ะแล้วแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่น โฆษกบัวแก้ว มั่นใจไม่นำไปสู่การแตกหัก เผยเป็นไปได้ในการเรียกชื่อต่างกันตามสากลโลก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ถึงผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ที่ยังตกลงกันไม่ได้ในการเรียกชื่อปราสาทพระวิหาร ระหว่างพระวิหารกับเพรียวิเหียะ ว่า เป็นเรื่องที่ทราบดีว่า มีประเด็นความละเอียดอ่อนของทั้ง 2 ฝ่าย ก็ต้องเจรจาไป ซึ่งถ้าเรื่องยุติง่ายก็คงไม่ต้องเจรจาตั้งแต่แรก ฉะนั้นจริงๆ แล้วเป็นเรื่องปกติ เพราะมีจุดความเห็นที่แตกต่างจึงต้องเจรจา แต่ตรงนี้คงมีทางออก ผู้เจรจาก็ต้องทำงาน เพราะเดิมมีการรายงานการดำเนินงานตามกรอบการเจรจาที่สภาเคยอนุมัติมาให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบแล้วครั้งหนึ่ง แล้วทราบว่าบางประเด็นยังมีความเห็นที่แตกต่างอยู่ จึงยังอยากให้มีการเจรจาต่อ ยังไม่คิดว่ามีความจำเป็นที่ต้องแก้กรอบการเจรจา

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องชื่อปราสาทเป็นปัญหาสำคัญหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้มองว่าเป็นประเด็นเล็ก แต่คิดว่าทั้งสองฝ่ายมองว่าเป็นประเด็นใหญ่ เพราะพอมีการพูดเรื่องชื่อทั้งสองฝ่ายก็กังวลว่า ถ้าใช้ชื่อทางใดทางหนึ่งแล้ว จะทำให้มีผลในเรื่องสิทธิที่จะตามมาเท่านั้นเอง คงไม่ใช่ว่าติดที่ชื่อ แต่ติดที่การใช้ชื่อจะมีผลต่อสิทธิหรืไม่อย่างไร ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจาต่อไป แต่ขอให้การเจรจาอยู่ในบรรยากาศและจิตวิญญานของการที่จะแก้ปัญหากันบนพื้นฐานของสันติ ใช้เวลาบ้าง หรือใช้เวลานานก็ไม่เป็นไร ดีกว่าไม่เจรจากัน ล้มโต๊ะ แล้วแก้ปัญหาโดยใช้วิธีอื่น ขณะที่รัฐบาลทั้งสองประเทศยังยืนยันในเรื่องการเจรจา ตราบใดที่ยังอยู่บนโต๊ะ ถือว่าใช้ได้

ส่วนความเป็นไปได้ในการใช้ชื่อทั้งสองคู่กันและพัฒนาร่วมกันนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พยายามหาทางออกทุกทาง

เมื่อถามว่า เรื่องนี้ทำให้ฝ่ายค้านนำมาเป็นเป้าโจมตี โดยเฉพาะท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นโยบายเหมือนเดิม แต่ปัญหาที่ก่อขึ้นมาเพราะไปดำเนินการในเรื่องแถลงการณ์ที่ขัดรัฐธรรมนูญ และตอนนี้ก็ยกเลิก จึงเป็นปัญหาอยู่

จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ก็เหมือนเดิม และไม่ใช่จุดยืนที่ฝ่ายค้านมายัดเยียดให้ เช่น เอาข้อมูลผิดๆ มาบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์บอกว่าที่ดินใต้ตัวปราสาทเป็นของไทย เราไม่เคยพูดเลยครับ ถ้าฟังจะทราบว่าไม่เคยพูด หรือที่บอกว่าเราจะไปทวงคืนวันนี้พรุ่งนี้ มันไม่ใช่ ผมเพียงแต่บอกว่า รัฐบาลในอดีตเขาสงวนสิทธิไว้ และข้อตกลง บทบัญญติเกี่ยวกับศาลโลก เขาก็กำหนดไว้ว่า ถ้ามีข้อมูลใหม่สามารถหยิบยกเข้ามาได้ เราก็สงวนสิทธิตรงนั้นไว้เท่านั้นเอง ฉะนั้นถ้าไม่ไปบิดเบือน ก็ไม่มีปัญหานายอภิสิทธิ์กล่าว และว่า ส่วนทางกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยถอนทหารออกจากพื้นที่พระวิหารนั้น เวลานี้ก็มีกำลังของทั้งสองฝ่ายอยู่ และเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการเจรจา จะหาทางที่จะใช้รูปแบบการเจรจาเพื่อคลี่คลายปัญหา

ด้านนายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การที่เจบีซีไทย-กัมพูชา ยังไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องชื่อของปราสาทนั้น เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างมีทัศนะของตนเอง อย่างไรก็ดี เห็นว่าหากดูหลายประเทศในยุโรป การเรียกชื่อเมืองมักจะมีการใช้คำหลายคำ เพราะมีการใช้ภาษาหลายภาษา ซึ่งอักขระวิธีออกเสียงต่างกัน ดังนั้น เรื่องนี้การเรียกชื่อสถานที่ใดๆ ที่ต่างกัน เรียกได้ว่าเป็นเรื่องสากลที่เห็นกันได้ในต่างประเทศ ข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าจะรับฟังกันได้

เมื่อถามว่า ถ้าเรื่องนี้ที่สุดแล้วไม่สามารถตกลงกันได้ จะเป็นอุปสรรคต่อภาพรวมในการเจรจาทั้งหมดหรือไม่ นายธฤตกล่าวว่า ขณะนี้การเจรจายังไม่สิ้นสุด เรื่องนี้ไม่ได้นำไปสู่การแตกหัก แต่จะมีการพูดคุยกันต่อไปในอนาคต

เราสามารถมองในแง่ดีก็ได้ว่า ความคิดเห็นที่ต่างกัน ไม่จำเป็นต้องทำให้เราโกรธกัน เรื่องนี้ถือเป็นสปิริตอะไรที่เห็นไม่ตรงกัน เราก็สามารถทิ้งไว้แล้วค่อยมาพิจารณาต่อไปในภายหลังได้โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล