ลดเงินสมทบ2.5%สะดุดบอร์ด สปส.สั่งทบทวน

ลดเงินสมทบ2.5%สะดุดบอร์ด สปส.สั่งทบทวน

นายจ้าง-ลูกจ้าง เศร้า ลดเงินสมทบ 2.5% สะดุด บอร์ด สปส. สั่ง สปส. รื้อใหม่ เผยยกเลิกควักเงินพันล้านซื้อข้าวสารแจกลูกจ้าง 9 ล้านแล้ว หลัง  ไพฑูรย์  ไม่เอาด้วย

เมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่สำนักงานประกันสังคม( สปส.) นายปั้น วรรณวินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ด สปส.) เปิดเผยว่า ในวันนี้ ( 27 ม.ค.) ที่ประชุมบอร์ด สปส.จะมีการประชุมเพื่อพิจารณายกเลิกนำเงินกองทุนประกันสังคมจำนวน 1 พันล้านบาทซื้อข้าวสารแจกผู้ประกันตนจำนวน 9 .3 ล้านคนคนละ 1 ถุงหรือ 5 กิโลกรัม ในโครงการบรรเทาความเดือนร้อนในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่ บอร์ด สปส.มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมาหลังจากที่เสนอไปให้นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน พิจารณาแต่ปรากฏว่าไม่ได้รับการเห็นชอบและนายไพฑูรย์ สั่งกลับมาให้บอร์ด สปส.พิจารณายกเลิก ทั้งนี้ถือว่าไม่เสียหาย ไม่ได้กดดันอะไรเนื่องจาก บอร์ด สปส.ทำงานในลักษณะพิจารณาเสนอแนะโครงการต่างๆแต่การเห็นชอบดำเนินการหรือไม่นั้นอยู่ที่การตัดสินใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

นายปั้น กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการลดเงินสมทบให้กับนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 2.5% บอร์ด สปส.มีมติชัดเจนและนายไพฑูรย์ ได้เห็นชอบแล้ว เหลือเพียงการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ซึ่งยืนยันว่าการลดเงินสมทบครั้งนี้กองทุนประกันสังคมไม่เสียหายแต่อย่างไร สิทธิประโยชน์ของลูกจ้างผู้ประกันทั้งกรณีเจ็บป่วย ตาย ทุพพลภาพ คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ ยังคงที่

ส่วนกรณีว่างงานนั้นจะมีการขยายเพิ่มจาก 6 เดือนเป็น 8 เดือน ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อการเงินกรณีชราภาพในอนาคตนั้นขอชี้แจงว่าเงินกรณีชราภาพนั้นพิจารณาเป็น 2 กรณี คือเงินบำเหน็จและบำนาญ ซึ่งอาจจะกระทบบ้างต่อกรณีเงินบำเหน็จที่ลูกจ้างจะได้รับกรณีออกจากงานก่อนส่งเงินสมทบครบ 15 ปี แต่กรณีเงินบำนาญชราภาพนั้นจะไม่ส่งผลกระทบเลย

" ตรงนี้หลายคนไม่เข้าใจ เลยอาจจะมีท่าทีโต้แย้งบ้าง แต่อยากบอกให้เข้าใจว่าเราไม่ได้เสียหายอะไรแต่ถ้าเราไม่ทำสิจะมีคนตกงาน 1 ล้านคน กองทุนจะต้องจ่ายเงินกรณีว่างงานสูงถึง 30,000 ล้านบาท เงินสมทบหายไป 11,000 ล้านบาท แต่หากเราทำอย่างนี้นายจ้างก็จะอยู่รอด คนงานก็จะไม่ถูกเลิกจ้าง แม้เงินกองทุนจะหายไปประมาณ 30,000 ล้านบาท แต่หากไม่มีการเลิกจ้าง สปส.ไม่ต้องจ่ายเงินกรณีว่างงาน 30,000 ล้านบาท ได้เงินสมทบเข้ามาอีกส่วนหนึ่ง ฉะนั้นกองทุนก็จะไม่เสียหายแถมยังรักษาเงินในระบบไว้ได้จำนวนมาก ดังนั้นใครจะคัดค้าน หรือ อาจจะมาประท้วงก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นความคิดของแต่ละบุคคล แต่ขอให้เข้าใจและใช้เหตุผล ผมไม่ได้หนักใจ ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ สปส.ทำไปนั้นไม่ผิด ดีแล้วจะถือโอกาสที่คนมาประท้วงทำความเข้าใจด้วย " นายปั้น กล่าว

นายปั้น ยังกล่าวถึงกรณีสภาองค์กรพัฒนาลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้กระทรวงแรงงานเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตรจากเดิมให้บุตรตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี ไม่เกิน 2 คน คนละ 350 บาท เป็นให้ตั้งแต่แรกเกิดถึง 12 ปี คนละ 500 บาท ว่า เพิ่งได้รับรายละเอียดจากนายไพฑูรย์ ที่สั่งการให้ สปส.พิจารณา ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีการพิจารณาคำนวณระหว่างอัตราเงินสมทบกับอัตราการจ่ายเงินทดแทนว่าจะสมดุลกันหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดภาระผูกพันของกองทุนในอนาคตซึ่งหากรีบเร่งกองทุนจะเสียหายได้ คิดว่าการพิจารณาแล้วเสร็จและเสนอให้นายไพฑูรย์ ได้ประมาณกลางเดือน ก.พ.นี้

ขณะที่นายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพจำนวน 2,000 บาทแก่ผู้ประกันตนที่มีฐานเงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท ว่า ไม่มีปัญหาสำหรับวิธีการในการรับเงิน เพราะ สปส.มีข้อมูลเลขบัญชีธนาคารของผู้ประกันตนอยู่แล้ว ส่วนผู้ที่ยังไม่มีเลขบัญชีธนาคารขอให้แจ้งแหล่งภูมิลำเนาที่อาศัยอยู่และธนาคารสาขาที่มีความประสงค์จะใช้บริการกับนายจ้างหรือแจ้งวิธีการรับเงินผ่าน สปส. เพื่อที่กรมบัญชีกลางจะได้โอนเงินผ่านชื่อของผู้ประกันตนในธนาคารสาขาใกล้ภูมิลำเนา โดยจะต้องมีหลักฐานแสดงสิทธิ์ อาทิ บัตรประกันสังคม และบัตรประชาชน มั่นใจว่าจำนวนเงินดังกล่าวจะถึงมีผู้ประกันตนอย่างแน่นอน

นายสมชาย กล่าวอีกว่า กระทรวงแรงงานได้มีการอบรมข้อมูลสถิติภาครัฐให้กับข้าราชการและพนักงานของกระทรวง เนื่องจากได้ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) ในการสร้างข้อมูลร่วมกัน เพื่อป้องกันการวางแผนงานที่ผิดพลาด และเป็นการสร้างความมั่นใจในสถิติตัวเลขที่ชัดเจนตรงกัน

ลดเงินสมทบ2.5%สะดุดบอร์ด สปส.สั่งทบทวน

นายประกาย วิเศษวิสัย คณะกรรมประกันสังคม (บอร์ด สปส.) ฝ่ายลูกจ้าง กล่าวว่า ที่ประชุม บอร์ด สปส.วันนี้( 27 ม.ค.)ที่มีนายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานได้มีมติยกเลิกแนวคิดการนำเงินกองทุนปะรกันสังคมจำนวน 1 พันล้านบาทซื้อข้าวสารแจกผู้ประกันตนจำนวน 9 .3 ล้านคนคนละ 1 ถุงหรือ 5 กิโลกรัม ในโครงการบรรเทาความเดือนร้อนในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่ บอร์ด สปส.มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 20 ม.ค.

ทั้งนี้เนื่องจากไม่ผ่านความเห็นชอบจากนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ที่ส่งกลับมาให้บอร์ด สปส.พิจารณายกเลิกเนื่องจากเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์ผู้ประกันตนเต็มที่ และอาจมีปัญหาในขั้นตอนการดำเนินงานส่งผลเสียต่อกองทุนประกันสังคม สปส. กระทรวงแรงาน รวมถึงรัฐบาลในภาพรวม

ส่วนเรื่องว่าการลดเงินสมทบให้กับนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 2.5% บอร์ดได้มีการสั่งการให้ สปส.ไปพิจารณาในรายละเอียดที่ชัดเจนและกลับนำเข้ามาเสนอที่ประชุมอีกครั้ง แต่ไม่ได้กำหนดเวลาที่ชัดเจนว่าจะต้องนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ด สปส.อีกครั้งเมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของ สปส.